นับถอยหลัง EV 3.5 เช็กลิสต์รถ EV ที่ราคาอาจพุ่งปีหน้า

สารบัญ

ขณะที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การ นับถอยหลัง EV 3.5 เช็กลิสต์รถ EV ที่ราคาอาจพุ่งปีหน้า จึงกลายเป็นหัวข้อที่ผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญในช่วงสิ้นปี 2568 ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่นในปีถัดไป บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมรวบรวมรายชื่อรถ EV ที่น่าจับตามอง

สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

นับถอยหลัง EV 3.5 เช็กลิสต์รถ EV ที่ราคาอาจพุ่งปีหน้า - countdown-ev-subsidy-price-hike

  • มาตรการ EV 3.5 จะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญในปี 2569 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขการผลิตในประเทศที่เข้มข้นขึ้น
  • เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2568 ทำให้รถยนต์รุ่นที่นำเข้าทั้งคันมีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น
  • ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยในประเทศที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถทำสงครามราคาได้เหมือนที่ผ่านมา
  • ช่วงปลายปี 2568 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถ EV เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนในปัจจุบันให้ได้มากที่สุดก่อนการเปลี่ยนแปลง
  • การตัดสินใจซื้อรถ EV ควรพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ทั้งราคา, สเปค, ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และแผนการบำรุงรักษาในระยะยาว

ภาพรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ช่วยให้ราคารถ EV เข้าถึงง่ายขึ้น ประกอบกับความตื่นตัวของผู้บริโภคในด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ตลาดกำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเงื่อนไขบางประการของมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลง ซึ่งอาจทำให้สมดุลของตลาดเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถ EV จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5: กลไกขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย

เพื่อที่จะเข้าใจถึงแนวโน้มราคาในอนาคต การทำความรู้จักกับมาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่กำกับทิศทางตลาดอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ส่วนลด แต่ยังมีเป้าหมายเชิงโครงสร้างในระยะยาวอีกด้วย

EV 3.5 คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ?

มาตรการ EV 3.5 หรือ “มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2” เป็นนโยบายต่อเนื่องจาก EV 3.0 โดยมีระยะเวลาบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 เป้าหมายหลักของมาตรการนี้ไม่เพียงแค่กระตุ้นการซื้อขายในระยะสั้น แต่มุ่งหวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต (Hub) ยานยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน

สาระสำคัญของมาตรการครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีกลไกสนับสนุนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุน, การลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการลดอากรนำเข้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีเงื่อนไขด้านการลงทุนและการผลิตในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์

เปรียบเทียบความแตกต่าง: EV 3.5 กับ EV 3.0

แม้ EV 3.5 จะเป็นมาตรการต่อเนื่อง แต่ก็มีความแตกต่างจาก EV 3.0 ในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับลดเงินอุดหนุนลง และการเพิ่มเงื่อนไขการผลิตในประเทศที่เข้มข้นขึ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ตารางเปรียบเทียบสาระสำคัญระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
หัวข้อ มาตรการ EV 3.0 (2565 – 2566) มาตรการ EV 3.5 (2567 – 2570)
เงินอุดหนุน (รถยนต์) 18,000 – 150,000 บาท/คัน 5,000 – 100,000 บาท/คัน (ปรับลดลง)
ภาษีสรรพสามิต คงที่ 8% (แต่ได้รับการลดหย่อน) ลดเหลือ 2% (สำหรับรถราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท)
ภาษีนำเข้า (CBU) ลดหย่อนสูงสุด 40% (สำหรับรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) ลดหย่อนสูงสุด 40% (เฉพาะปี 2567-2568)
เงื่อนไขการผลิตชดเชย ผลิตชดเชย 1:1 ภายในปี 2567 (ขยายเป็น 1:1.5 หากผลิตปี 2568) ผลิตชดเชย 1:2 ภายในปี 2569 และ 1:3 ภายในปี 2570
มาตรฐานแบตเตอรี่ ไม่มีข้อกำหนดชัดเจน ต้องได้รับมาตรฐาน มอก. และผ่านการทดสอบจาก ATTRIC

ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ ราคา รถ EV 2569 ปรับตัวสูงขึ้น

การวิเคราะห์ นับถอยหลัง EV 3.5 เช็กลิสต์รถ EV ที่ราคาอาจพุ่งปีหน้า ชี้ให้เห็นปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะส่งผลต่อโครงสร้างราคาในปี 2569 ซึ่งผู้บริโภคควรทำความเข้าใจเพื่อวางแผนการซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า

หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของมาตรการ EV 3.5 คือการลดอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (Completely Built-Up: CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ลงสูงสุด 40% อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์นี้มีผลบังคับใช้เพียง 2 ปีแรกของมาตรการ คือในปี 2567-2568 เท่านั้น

นั่นหมายความว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป รถยนต์ EV ที่นำเข้าทั้งคันจากต่างประเทศอาจต้องกลับไปเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้นำเข้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเป็นไปได้สูงที่ต้นทุนส่วนเพิ่มนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาขายปลีกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

เงื่อนไขการผลิตในประเทศที่เข้มงวดขึ้น (อัตราส่วน 1:2)

หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 คือการบังคับให้ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการต้องตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยยอดนำเข้า โดยเงื่อนไขจะมีความเข้มงวดขึ้นตามลำดับเวลา ในปี 2569 ผู้ผลิตจะต้องผลิตรถยนต์ในประเทศชดเชยเป็นอัตราส่วน 1:2 หมายความว่า หากนำเข้ารถยนต์มาขาย 1 คัน จะต้องผลิตในประเทศชดเชย 2 คัน

เงื่อนไขนี้สร้างแรงกดดันให้ค่ายรถยนต์ต้องเร่งลงทุนในสายการผลิต ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนมหาศาล ทั้งในด้านเครื่องจักร, เทคโนโลยี และการจ้างงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นนี้อาจทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาขายที่ต่ำมากเหมือนช่วงแรกๆ ได้อีกต่อไป เพราะต้องคำนวณต้นทุนการลงทุนระยะยาวเข้าไปในสมการราคาด้วย

แนวโน้มการชะลอตัวของสงครามราคา

ในช่วงปี 2566-2567 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยได้เห็นปรากฏการณ์ “สงครามราคา” ที่ดุเดือด ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ต่างๆ ประกอบกับสิทธิประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐที่เอื้อให้สามารถทำราคาได้ต่ำ แต่เมื่อปัจจัยสนับสนุนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการลดลงของเงินอุดหนุน, การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า และภาระต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ทำให้แนวโน้มการแข่งขันด้านราคาอาจชะลอตัวลง

ผู้ผลิตอาจหันไปแข่งขันในด้านอื่นแทน เช่น เทคโนโลยี, คุณภาพ, บริการหลังการขาย หรือการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะเห็นการลดราคาอย่างรุนแรงอาจน้อยลง และราคาจำหน่ายโดยรวมของตลาดอาจมีเสถียรภาพในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

เช็กลิสต์รถ EV ยอดนิยม: รุ่นไหนบ้างที่ควรจับตาก่อนราคาปรับขึ้น

จากปัจจัยข้างต้น รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่ยังเป็นการนำเข้าทั้งคัน (CBU) มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบด้านราคาสูงที่สุด นี่คือรายชื่อบางส่วนที่ควรจับตามองเป็นพิเศษในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568

กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (City Car / Compact)

รถยนต์กลุ่มนี้ได้รับความนิยมสูงจากราคาที่เข้าถึงง่ายและขนาดที่คล่องตัว เหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่ส่วนใหญยังคงเป็นการนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้น

“รถยนต์กลุ่ม City Car และ Compact EV เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีมากที่สุด เนื่องจากส่วนต่างของราคามีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคโดยตรง”

NETA V

รถยนต์ไฟฟ้า City Car ที่สร้างกระแสในตลาดด้วยราคาที่จับต้องได้ มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่าและฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานที่ครบครัน เป็นหนึ่งในรุ่นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหากยังไม่มีสายการผลิตในประเทศที่ชัดเจนภายในสิ้นปี 2568

Wuling Air EV

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กจิ๋วที่เน้นความคล่องตัวสูงสุดสำหรับการขับขี่ในเมือง แม้จะมีฐานการประกอบในประเทศเพื่อนบ้าน แต่การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีนำเข้าก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา

Ora Good Cat

รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์โดดเด่นที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน แม้จะมีแผนการผลิตในประเทศแล้ว แต่รุ่นย่อยบางรุ่นที่ยังนำเข้าอาจมีการปรับเปลี่ยนด้านราคาเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนใหม่

กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลาง (SUV / Crossover)

เป็นกลุ่มตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดและมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลายรุ่นได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและเป็นรุ่นที่ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงด้านราคาอย่างใกล้ชิด

BYD Dolphin

รถยนต์แฮทช์แบ็กขนาด B-Segment ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Blade Battery และพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ทำยอดขายได้ดีเยี่ยม และการเปลี่ยนแปลงของมาตรการจะส่งผลต่อการวางกลยุทธ์ราคาในอนาคต

BYD Atto 3

รถ Crossover SUV ที่เป็นหนึ่งในผู้นำตลาด ด้วยสมรรถนะและออปชันที่ครบครัน แม้แบรนด์ BYD จะมีการลงทุนสร้างโรงงานในไทย แต่การกำหนดราคาของรุ่นใหม่ๆ ในปี 2569 จะต้องสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

MG ZS EV

รถ SUV ไฟฟ้าที่เป็นผู้บุกเบิกตลาดในไทย มีฐานการผลิตในประเทศที่แข็งแกร่ง แต่อาจมีการปรับกลยุทธ์ราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางการแข่งขันและโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนไป

ตารางสรุปรถ EV ยอดนิยมและแนวโน้มราคาในปี 2569
รุ่นรถ ประเภท ขนาดแบตเตอรี่ (kWh) ระยะทาง (กม.) ราคาปัจจุบัน (โดยประมาณ) แนวโน้มราคาปี 2569
NETA V City Car 38.5 ~384 ~549,000 บาท มีความเสี่ยงปรับขึ้นสูง
Ora Good Cat Compact 47.8 ~400 ~828,000 บาท อาจปรับขึ้นในรุ่นนำเข้า
BYD Dolphin Hatchback 44.9 ~410 ~699,000 บาท อาจมีการปรับโครงสร้างราคา
BYD Atto 3 SUV 50.25 ~410 ~1,099,000 บาท อาจมีเสถียรภาพ แต่รุ่นใหม่อาจสูงขึ้น
MG ZS EV SUV 50.3 ~403 ~949,000 บาท มีความเสถียรภาพสูง

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องพิจารณามากกว่าแค่ราคาและโปรโมชั่น แต่ต้องมองถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด

ตรวจสอบสิทธิ์และเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุน

ก่อนตัดสินใจจองรถ ควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ชัดว่ารถคันดังกล่าวเข้าร่วมโครงการและได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ EV 3.5 หรือไม่ และต้องดำเนินการซื้อขายและจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน

ประเมินความพร้อมของสถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐาน

แม้ว่าจำนวนสถานีชาร์จสาธารณะจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ควรประเมินพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง ว่ามีเส้นทางการเดินทางประจำที่สามารถเข้าถึงสถานีชาร์จได้สะดวกหรือไม่ รวมถึงการวางแผนติดตั้ง Wall Charger ที่บ้าน ซึ่งเป็นวิธีชาร์จที่สะดวกและประหยัดที่สุดสำหรับผู้ใช้งานรถ EV

การบำรุงรักษาและมาตรฐานแบตเตอรี่

ข้อดีของมาตรการ EV 3.5 คือการกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และผ่านการทดสอบจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและคุณภาพให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ควรศึกษานโยบายการรับประกันแบตเตอรี่ของแต่ละยี่ห้อ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว เพื่อประกอบการตัดสินใจ

บทสรุป: โอกาสสุดท้ายก่อนราคา EV อาจไม่เหมือนเดิม

ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปี 2568 ถือเป็นโค้งสุดท้ายที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การสิ้นสุดของสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าและเงื่อนไขการผลิตในประเทศที่เข้มงวดขึ้นในปี 2569 ล้วนเป็นปัจจัยที่ชี้ชัดว่า ราคา รถ EV 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นำเข้า มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การวางแผนและตัดสินใจซื้อรถ EV ภายในปีนี้ จึงอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่โครงสร้างราคาของตลาดจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งการเปรียบเทียบสเปค, ความต้องการใช้งานจริง, และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

หลังจากตัดสินใจเลือกรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่แล้ว การดูแลรักษาสีและสภาพรถให้เหมือนใหม่อยู่เสมอคือสิ่งสำคัญ เพื่อรักษามูลค่าและความสวยงามของรถในระยะยาว ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING มีบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ทั้งการล้าง ขัด เคลือบสี และซ่อมแซมสีรถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญในขอนแก่น เพื่อให้รถ EV ของคุณสวยงามและทรงคุณค่าไปอีกนาน ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาและโปรโมชั่นพิเศษ

Similar Posts