ประกันรถ EV ปี 2026 ทำไมแพง? ส่องเบี้ยฯ ก่อนซื้อ
กระแสความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากวางแผนที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ประเภทนี้ในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากราคาซื้อขายและค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจคือค่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งมักเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันถึงอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปทั่วไป
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเบี้ยประกันรถ EV ปี 2026
- เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าโดยทั่วไปมีราคาสูงกว่ารถยนต์สันดาปประมาณ 20-30% เนื่องจากปัจจัยด้านความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
- มูลค่าแบตเตอรี่ที่สูง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50-60% ของราคารถทั้งคัน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ทุนประกันและเบี้ยประกันสูงขึ้น
- ต้นทุนการซ่อมแซมที่ซับซ้อน การขาดแคลนช่างผู้ชำนาญการ และความยากในการจัดหาอะไหล่ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
- ตลาดประกันภัยสำหรับรถ EV ในปัจจุบันยังมีการแข่งขันค่อนข้างจำกัด ทำให้กลไกการแข่งขันด้านราคายังไม่เกิดขึ้นเต็มที่
- แนวโน้มในปี 2569 คาดว่าเบี้ยประกันจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่จะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อตลาดเติบโต มีข้อมูลความเสี่ยงที่ชัดเจน และมีผู้ให้บริการประกันภัยมากขึ้น
เจาะลึกภาพรวมประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปัจจุบัน
การพิจารณาประเด็นเรื่อง ประกันรถ EV ปี 2026 ทำไมแพง? ส่องเบี้ยฯ ก่อนซื้อ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยเป็นต้นทุนแฝงที่มีนัยสำคัญต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ การทำความเข้าใจถึงโครงสร้างราคาและปัจจัยที่ส่งผลกระทบ จะช่วยให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างรัดกุมและตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์รุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณได้ดียิ่งขึ้น
ความสำคัญของหัวข้อนี้เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงเฉพาะตัวของรถยนต์ประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน มูลค่าของชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ หรือสถิติอุบัติเหตุที่ยังอยู่ในช่วงของการเก็บข้อมูล ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความพร้อมก่อนตัดสินใจลงทุนในระยะยาว
อัตราเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันเป็นอย่างไร?
อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่นรถ ราคาจำหน่าย และทุนประกันที่เลือก โดยทั่วไปแล้ว รถยนต์ที่มีราคาสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมักมีเบี้ยประกันที่แพงกว่าตามไปด้วย เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถพิจารณาช่วงราคาเบี้ยประกันชั้น 1 โดยประมาณสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมในตลาดได้ดังนี้
| ยี่ห้อ / รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า | ช่วงราคาเบี้ยประกันต่อปี (บาท) |
|---|---|
| Tesla Model 3 | 48,000 – 78,000 |
| Tesla Model Y | 45,000 – 73,000 |
| BYD Dolphin | 16,000 – 31,000 |
| BYD ATTO 3 | 17,000 – 33,000 |
| BYD Seal | 24,000 – 46,000 |
| MG (EP/ES/MG4/ZS EV) | 14,000 – 29,000 |
| Ora Good Cat | 14,000 – 27,000 |
| Neta V | ประมาณ 17,105 |
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารถยนต์แบรนด์ Tesla มีอัตราเบี้ยประกันสูงที่สุด สะท้อนถึงมูลค่ารถและต้นทุนอะไหล่ที่สูง ขณะที่แบรนด์จากประเทศจีนอย่าง BYD, MG, Ora และ Neta มีเบี้ยประกันที่เข้าถึงง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการแผนประกันขั้นพื้นฐาน เช่น ประกันชั้น 3 ก็จะมีราคาที่ต่ำกว่านี้มาก ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ใช้รถน้อยหรือต้องการจำกัดค่าใช้จ่าย
6 ปัจจัยหลักที่ทำให้เบี้ยประกันรถ EV สูงกว่ารถยนต์สันดาป
สาเหตุที่เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้ามักมีราคาสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในนั้นมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและเทคนิคหลายประการ ซึ่งบริษัทประกันภัยต้องนำมาพิจารณาเพื่อประเมินความเสี่ยงและคำนวณเบี้ยประกันให้ครอบคลุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
1. ต้นทุนการซ่อมแซมที่สูงและซับซ้อน
รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ข้อมูลและประวัติการซ่อมแซมยังมีไม่มากพอสำหรับบริษัทประกันภัยในการประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำเหมือนรถยนต์ทั่วไป นอกจากนี้ การซ่อมแซมรถ EV โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าแรงสูงและแบตเตอรี่ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษและช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด ส่งผลให้ค่าแรงและค่าบริการโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2. มูลค่าของแบตเตอรี่: หัวใจหลักของราคารถ EV
แบตเตอรี่ถือเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 50-60% ของราคารถทั้งคัน หากเกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับชุดแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนใหม่ทั้งชุดอาจสูงมาก ซึ่งความเสี่ยงนี้ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณทุนประกันและเบี้ยประกันภัย บริษัทประกันจึงต้องตั้งเบี้ยประกันให้สูงขึ้นเพื่อรองรับวงเงินคุ้มครองที่เพียงพอต่อความเสียหายในส่วนนี้
แบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 50-60% ของราคารถยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณทุนประกันและเบี้ยประกันภัย
3. ความท้าทายด้านอะไหล่และศูนย์บริการที่จำกัด
แม้ว่าตลาดรถ EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการซ่อมบำรุงยังคงอยู่ในช่วงพัฒนา การจัดหาอะไหล่สำหรับรถ EV บางรุ่นยังทำได้ยากกว่ารถยนต์ทั่วไป และอาจต้องใช้เวลานำเข้านาน นอกจากนี้ จำนวนศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้สามารถซ่อมแซมรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องยังมีไม่มากนัก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ระยะเวลาในการซ่อมยาวนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งบริษัทประกันต้องนำไปคำนวณรวมในเบี้ยประกันด้วย
4. การแข่งขันในตลาดประกันภัยที่ยังไม่สูงนัก
ในปัจจุบัน จำนวนบริษัทประกันที่เปิดรับทำประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบยังมีอยู่ไม่กี่แห่ง เมื่อเทียบกับตลาดประกันภัยรถยนต์สันดาปที่มีผู้เล่นจำนวนมากและมีการแข่งขันด้านราคาสูง การที่ตลาดยังไม่เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ยังไม่สามารถกำหนดเพดานราคาที่เป็นมาตรฐานได้ ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันรถไฟฟ้าโดยรวมยังคงมีราคาสูงกว่าประกันรถยนต์ทั่วไป
5. ราคาทุนประกันที่สูงตามมูลค่าตัวรถ
แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านภาษีจากภาครัฐ แต่รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นในปัจจุบันยังมีราคาจำหน่ายที่สูงกว่ารถยนต์สันดาปในขนาดเดียวกัน ราคาของตัวรถเป็นปัจจัยพื้นฐานในการกำหนด “ทุนประกัน” หรือวงเงินคุ้มครองสูงสุดกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิงหรือสูญหาย เมื่อทุนประกันสูงขึ้น เบี้ยประกันที่ต้องชำระจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
6. ฐานผู้ใช้งานที่ยังน้อย: หลักการกระจายความเสี่ยง
หลักการพื้นฐานของธุรกิจประกันภัยคือการกระจายความเสี่ยงไปยังผู้เอาประกันจำนวนมาก แต่เนื่องจากจำนวนผู้ใช้รถ EV ในปัจจุบันยังน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ฐานในการกระจายความเสี่ยงแคบลง บริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องกำหนดเบี้ยประกันรถ EV ให้สูงกว่าปกติประมาณ 20-30% เพื่อให้แน่ใจว่าวงเงินที่เก็บรวบรวมได้จะเพียงพอต่อการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสี่ยงที่ประเมินไว้
ขอบเขตความคุ้มครองและแนวโน้มเบี้ยประกันในอนาคต
แม้เบี้ยประกันจะสูง แต่ความคุ้มครองที่ได้รับจากประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าก็ครอบคลุมและออกแบบมาเพื่อรองรับความเสี่ยงเฉพาะทางของรถประเภทนี้โดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน แนวโน้มในอนาคตก็มีทิศทางที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค
ประกันรถ EV คุ้มครองอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแล้ว ประกันรถยนต์ไฟฟ้ามักจะให้ความคุ้มครองเทียบเท่ากับประกันรถยนต์ชั้น 1 สำหรับรถยนต์สันดาป ซึ่งครอบคลุมความเสียหายหลักๆ ดังนี้:
- ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability): คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของคู่กรณี
- ความเสียหายต่อตัวรถยนต์ (Collision): คุ้มครองความเสียหายของรถคันเอาประกันภัยจากอุบัติเหตุการชน
- ความเสียหายจากเหตุการณ์อื่น (Comprehensive): คุ้มครองกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือเสียหายจากภัยธรรมชาติ
- ความคุ้มครองแบตเตอรี่: กรณีเกิดความเสียหายและต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งก้อน บริษัทประกันมักจะคุ้มครองตามอายุการใช้งาน โดยอาจมีค่าเสื่อมราคาลดลงปีละ 10%
- ความคุ้มครองพิเศษ: กรมธรรม์บางฉบับอาจมีความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์เฉพาะของรถ EV เช่น เครื่องชาร์จติดผนัง (Wall Charger) และสายชาร์จ
พฤติกรรมการขับขี่: ตัวแปรสำคัญของเบี้ยประกันปีถัดไป
เช่นเดียวกับประกันรถยนต์ทั่วไป ประวัติการขับขี่ของผู้เอาประกันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดเบี้ยประกันในปีต่ออายุ หากมีประวัติการขับขี่ที่ดี ไม่เคยเคลมหรือเกิดอุบัติเหตุ ก็มีโอกาสได้รับส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันในปีถัดไปถูกลง ในทางกลับกัน หากมีประวัติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เบี้ยประกันอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นได้ ปัจจุบันมีโปรโมชั่นส่วนลดสำหรับรถ EV หลายรุ่นตั้งแต่ 2,500 – 5,000 บาท และบางแบรนด์ก็มีข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะ
แนวโน้มเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้า 2569 และปีต่อๆ ไป
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถสันดาป แต่มีแนวโน้มที่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ปัจจัยที่จะส่งผลให้เบี้ยประกันอาจปรับตัวลดลงในระยะยาว ได้แก่:
- การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้รถ EV: เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น ฐานในการกระจายความเสี่ยงจะกว้างขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดเบี้ยประกันได้
- ข้อมูลสถิติที่มากขึ้น: เมื่อบริษัทประกันมีข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและต้นทุนการซ่อมที่ชัดเจนขึ้น จะสามารถคำนวณเบี้ยประกันได้แม่นยำและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
- การแข่งขันที่สูงขึ้น: การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ในตลาดประกันภัย EV จะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
- เทคโนโลยีการซ่อมและอะไหล่: เมื่อเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงพัฒนาขึ้นและมีอะไหล่ทดแทนในตลาดมากขึ้น ต้นทุนการซ่อมจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเบี้ยประกัน
บทสรุป: การวางแผนก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV
การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2569 และปีต่อๆ ไป จำเป็นต้องพิจารณาต้นทุนด้านประกันภัยเป็นองค์ประกอบสำคัญ แม้ว่าเบี้ยประกันในปัจจุบันจะยังคงสูงกว่ารถยนต์สันดาปด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งจากมูลค่าแบตเตอรี่ที่สูง ต้นทุนการซ่อมแซมที่ซับซ้อน และตลาดประกันที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ความเข้าใจในปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถวางแผนทางการเงินและเตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่ตามมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระยะยาว แนวโน้มของเบี้ยประกันมีทิศทางที่ดีขึ้นจากการเติบโตของตลาดและเทคโนโลยี ดังนั้น การศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบความคุ้มครองจากบริษัทประกันต่างๆ และการรักษาประวัติการขับขี่ที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าให้มีสภาพดีเยี่ยมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเลือกประกันภัยที่เหมาะสม สำหรับบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์อย่างมืออาชีพ ทั้งการล้าง ขัด เคลือบสี และซ่อมแซมสี สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ขอนแก่น เพื่อให้รถคันใหม่ของคุณสวยงามและพร้อมใช้งานในทุกเส้นทาง