EV ไม่ใช่แค่รถ! V2G เทรนด์ใหม่ ขายไฟคืนการไฟฟ้า ทำได้จริง?
เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกมองว่าเป็นเพียงยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบทบาทของมันกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตามอง
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยี V2G
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- นิยามใหม่ของรถ EV: เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็น “แบตเตอรี่เคลื่อนที่” ที่สามารถเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่ระบบได้
- หัวใจหลักคือการชาร์จสองทิศทาง: V2G อาศัยเครื่องชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charger) ที่อนุญาตให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าและออกจากแบตเตอรี่รถยนต์ได้
- ประโยชน์หลากหลายมิติ: เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เสริมให้เจ้าของรถ แต่ยังช่วยสร้างสมดุลและความมั่นคงให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน
- รูปแบบการใช้งานที่ยืดหยุ่น: V2G สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การขายไฟคืนการไฟฟ้า (V2G), การจ่ายไฟให้บ้าน (V2H), ไปจนถึงการจ่ายไฟให้อาคารสำนักงาน (V2B)
- เทรนด์อนาคตที่กำลังจะมาถึง: แม้ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ V2G คาดว่าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
บทนำสู่เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G)
แนวคิดที่ว่า EV ไม่ใช่แค่รถ! V2G เทรนด์ใหม่ ขายไฟคืนการไฟฟ้า ทำได้จริง? กำลังกลายเป็นความจริงที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ เทคโนโลยีนี้มีชื่อเรียกว่า Vehicle-to-Grid หรือ V2G ซึ่งเป็นระบบที่พลิกโฉมบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้าจากการเป็นเพียง “ผู้บริโภค” พลังงาน ให้กลายเป็น “ผู้สนับสนุน” ระบบพลังงานได้ด้วย โดยอนุญาตให้พลังงานไฟฟ้าที่เก็บสะสมอยู่ในแบตเตอรี่ของรถ สามารถไหลย้อนกลับเข้าไปในโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ได้เมื่อจำเป็น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
เทคโนโลยี V2G มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเติบโตของแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้ามีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น V2G จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความผันผวนนี้ โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานสำรองขนาดใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ สามารถดึงพลังงานมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบได้ทันท่วงที ดังนั้น กลุ่มคนที่ควรให้ความสนใจในเทคโนโลยีนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงาน, นักวางนโยบาย, และประชาชนทั่วไปที่สนใจในอนาคตของพลังงานที่ยั่งยืน
เจาะลึกหลักการทำงานของ V2G
เพื่อให้เข้าใจว่า V2G สามารถเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้อย่างไร จำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบและกระบวนการทำงานหลักของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสื่อสารและการไหลของพลังงานแบบสองทิศทาง
หัวใจสำคัญ: การชาร์จแบบสองทิศทาง
พื้นฐานของเทคโนโลยี V2G คือ การชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging) ซึ่งแตกต่างจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่เป็นแบบทิศทางเดียว (Unidirectional) กล่าวคือไฟฟ้าจะไหลจากโครงข่ายไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่สำหรับเครื่องชาร์จแบบสองทิศทางนั้น กระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ทั้งสองทาง
กระบวนการนี้อาศัยอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้น โดยปกติแล้ว ไฟฟ้าในโครงข่ายจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ในขณะที่แบตเตอรี่ของรถยนต์จะเก็บพลังงานในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เครื่องชาร์จ V2G จึงต้องมีทั้งความสามารถในการแปลงไฟ AC จากกริดเป็น DC เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และความสามารถในการแปลงไฟ DC จากแบตเตอรี่กลับเป็น AC เพื่อจ่ายคืนให้กับกริดหรือบ้านเรือนได้
เทคโนโลยีการชาร์จแบบสองทิศทางนี้เองที่เปรียบเสมือนประตูที่เปิดให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนพลังงานกับโลกภายนอกได้ ไม่ใช่แค่การรับพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
กระบวนการจ่ายไฟคืนสู่ระบบ
กระบวนการทำงานของ V2G ในสถานการณ์จริงมักจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและอัตโนมัติ ผ่านการสื่อสารระหว่างรถยนต์, สถานีชาร์จ, และระบบบริหารจัดการพลังงานของโครงข่าย โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- การชาร์จในช่วงเวลาที่เหมาะสม: โดยทั่วไป เจ้าของรถจะตั้งค่าให้ชาร์จรถยนต์ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-peak) เช่น ช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามักจะมีราคาถูกที่สุด
- การตอบสนองต่อสัญญาณจากโครงข่าย: เมื่อถึงช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) เช่น ช่วงเย็นที่ทุกคนกลับบ้านและเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน ระบบบริหารจัดการพลังงานของโครงข่ายจะส่งสัญญาณมายังสถานีชาร์จ V2G ที่เชื่อมต่ออยู่
- การจ่ายพลังงานคืน: เมื่อได้รับสัญญาณ รถยนต์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออยู่และมีพลังงานในแบตเตอรี่เพียงพอ จะเริ่มกระบวนการจ่ายพลังงานไฟฟ้า (ในรูปแบบ AC) กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อช่วยลดภาระและเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบ
กระบวนการทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่คำนวณความต้องการของทั้งเจ้าของรถและระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย
ระบบควบคุมอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยของแบตเตอรี่
หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือ การจ่ายไฟออกจากแบตเตอรี่บ่อยครั้งจะส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่หรือไม่ เทคโนโลยี V2G สมัยใหม่ได้ออกแบบระบบควบคุมอัจฉริยะขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหานี้โดยเฉพาะ ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าระดับพลังงานขั้นต่ำที่ต้องการให้คงเหลือไว้ในแบตเตอรี่ได้เสมอ เช่น ตั้งค่าให้แบตเตอรี่ต้องมีพลังงานเหลือไม่ต่ำกว่า 70% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการเดินทางในเช้าวันถัดไป
ตัวอย่างเช่น ระบบ V2G ของบริษัท Virta สามารถตั้งค่าให้รักษาระดับแบตเตอรี่ไว้ในช่วง 70-90% อยู่เสมอ ระบบจะไม่ดึงพลังงานจากรถจนหมด และจะหยุดการจ่ายไฟทันทีเมื่อผู้ใช้งานแจ้งผ่านแอปพลิเคชันว่าต้องการใช้รถ สิ่งนี้สร้างความมั่นใจว่าฟังก์ชันหลักของรถยนต์ในฐานะยานพาหนะจะไม่ได้รับผลกระทบ
รูปแบบการประยุกต์ใช้ V2G ในชีวิตจริง
เทคโนโลยี V2G ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานเพียงแบบเดียว แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันได้ ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก
| รูปแบบเทคโนโลยี | ชื่อเต็ม | ลักษณะการใช้งานหลัก |
|---|---|---|
| V2G | Vehicle-to-Grid | การจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ |
| V2H | Vehicle-to-Home | การจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์เพื่อใช้งานภายในบ้าน |
| V2B | Vehicle-to-Building | การจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์เพื่อใช้งานภายในอาคารหรือสำนักงาน |
Vehicle-to-Grid (V2G): ขายไฟคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลัก
นี่คือรูปแบบที่เป็นที่รู้จักและถูกกล่าวถึงมากที่สุด โดยเป็นการเชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนให้กับการไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยสร้างสมดุลให้กับโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม การดำเนินงานในรูปแบบนี้มักต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ให้บริการด้านพลังงานและภาครัฐในการกำหนดนโยบายและอัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่จูงใจ
Vehicle-to-Home (V2H): เปลี่ยนรถเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับบ้าน
V2H เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการชาร์จสองทิศทางในระดับครัวเรือน โดยเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (UPS) ขนาดใหญ่สำหรับบ้าน ในกรณีที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับ รถยนต์สามารถจ่ายพลังงานให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นภายในบ้านได้นานหลายชั่วโมง (ตั้งแต่ 2-5 ชั่วโมงขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และการใช้พลังงาน) นอกจากนี้ V2H ยังช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถลดค่าไฟฟ้าได้โดยการใช้พลังงานจากรถยนต์ในช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าแพง และชาร์จกลับในช่วงที่ค่าไฟฟ้าถูก
Vehicle-to-Building (V2B): สนับสนุนพลังงานให้อาคารและสำนักงาน
หลักการของ V2B คล้ายกับ V2H แต่เป็นการขยายขนาดการใช้งานไปยังอาคารสำนักงานหรือโรงงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่มีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นยานพาหนะประจำตำแหน่งจำนวนมาก (Fleet Vehicle) สามารถนำรถยนต์เหล่านี้มาเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของอาคารเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand Charge) ซึ่งมักเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าส่วนที่แพงที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
ประโยชน์และโอกาสจากเทคโนโลยี V2G
การมาถึงของเทคโนโลยี V2G ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิวัติวงการยานยนต์ แต่ยังสร้างประโยชน์และโอกาสใหม่ๆ ให้กับระบบนิเวศของพลังงานในหลายมิติ
สร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าของประเทศ
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของ V2G คือความสามารถในการเป็น “แหล่งพลังงานสำรองแบบกระจายศูนย์” เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบ พวกมันจะทำหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ที่พร้อมจะจ่ายพลังงานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับหรือไฟตกได้อย่างมีนัยสำคัญ
สร้างรายได้เสริมให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
สำหรับผู้บริโภค V2G เปิดโอกาสในการสร้างรายได้แบบ Passive Income จากสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว นั่นคือรถยนต์ไฟฟ้า เจ้าของรถสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่กลับคืนสู่ระบบในช่วงเวลาที่ราคาไฟฟ้าสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถ EV มีความน่าสนใจและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
ความท้าทายหลักของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม คือความไม่แน่นอนในการผลิต (ผลิตได้มากในช่วงกลางวันหรือเมื่อลมแรง) V2G เข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จและเก็บพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่มีการผลิตสูง และนำไปจ่ายคืนสู่ระบบในช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานเหล่านี้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น
ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม
ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด การไฟฟ้าจำเป็นต้องเปิดใช้งาน “โรงไฟฟ้าสำรอง” (Peaker Plant) ซึ่งมักจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงมากและปล่อยมลพิษจำนวนมาก การใช้พลังงานจากเครือข่าย V2G สามารถช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพาโรงไฟฟ้าเหล่านี้ได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศลดลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สถานะปัจจุบันและความท้าทายสู่การใช้งานจริงในปี 2026
แม้ว่าศักยภาพของ V2G จะมีมหาศาล แต่การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานอย่างแพร่หลายยังคงมีความท้าทายและต้องอาศัยการพัฒนาในหลายด้าน
ความพร้อมของเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ต้นปี 2026) จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จที่รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบบสองทิศทางยังมีจำกัดอยู่ ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตเครื่องชาร์จกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่รองรับ V2G สู่ตลาดในวงกว้าง การผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นมาตรฐานจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
แนวโน้มในอนาคตอันใกล้
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า V2G จะกลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก่าบางรุ่นอาจสามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์เพื่อให้รองรับฟังก์ชัน V2G ได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของเครือข่าย V2G ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณาและอุปสรรค
นอกเหนือจากความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา ได้แก่:
- สุขภาพของแบตเตอรี่: แม้จะมีระบบควบคุมอัจฉริยะ แต่การศึกษาผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของแบตเตอรี่จากการคายประจุบ่อยครั้งยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามและพัฒนาต่อไป
- มาตรฐานการสื่อสาร:จำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางในการสื่อสารระหว่างรถยนต์, สถานีชาร์จ, และระบบควบคุมโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้ทุกอุปกรณ์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
- กฎระเบียบและนโยบาย:ภาครัฐจำเป็นต้องออกกฎระเบียบและนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาการรับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าร่วม
สรุป: V2G ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานที่ยั่งยืน
เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) กำลังจะเปลี่ยนนิยามของรถยนต์ไฟฟ้าไปตลอดกาล จากเพียงยานพาหนะส่วนบุคคล สู่การเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงข่ายพลังงานอัจฉริยะแห่งอนาคต ด้วยความสามารถในการเก็บและจ่ายพลังงานคืนสู่ระบบ V2G ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเจ้าของรถ แต่ยังเป็นคำตอบสำคัญสำหรับความท้าทายด้านพลังงานของโลก ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน แม้จะยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า V2G คือเทรนด์แห่งอนาคตที่กำลังจะกลายเป็นความจริงในไม่ช้า
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่าง V2G สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอย่างรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่ระบบภายใน แต่ยังรวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความใส่ใจของเจ้าของ การดูแลรักษาสภาพสีรถให้สวยงามและใหม่อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ทุกประเภทให้มีสภาพสมบูรณ์และสวยงามอยู่เสมอ HYPERLAB CAR DETAILLING ในจังหวัดขอนแก่น พร้อมให้บริการดูแลรถยนต์ครบวงจรด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นบริการล้าง ขัด เคลือบสี หรือซ่อมแซมสี เพื่อให้รถยนต์ยังคงดูดีและมีมูลค่าสูงสุด
HYPERLAB CAR DETAILLING ตั้งอยู่ที่ 612 ม. 3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00–18:00 น. สำหรับการ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878