สู้ฝุ่น PM2.5! เช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์ ก่อนสุขภาพพัง
- ความสำคัญของการเปลี่ยนกรองแอร์ในช่วงวิกฤตฝุ่น
- สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ: ภัยเงียบที่ต้องรับมือ
- กรองแอร์รถยนต์: เกราะป้องกันด่านแรกในห้องโดยสาร
- สัญญาณเตือน: ถึงเวลาที่ต้องเช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์
- ผลกระทบจากการละเลยการเปลี่ยนกรองแอร์
- แนวทางการตรวจสอบและเปลี่ยนกรองแอร์เบื้องต้น
- บทสรุป: การดูแลรักษารถยนต์เพื่ออากาศบริสุทธิ์และการเดินทางที่ปลอดภัย
ท่ามกลางวิกฤตมลพิษทางอากาศ การเตรียมพร้อมเพื่อสู้ฝุ่น PM2.5! เช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์ ก่อนสุขภาพพัง จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม กรองแอร์รถยนต์เปรียบเสมือนหน้ากากอนามัยของรถ ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้ามาในห้องโดยสาร การดูแลและเปลี่ยนไส้กรองแอร์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การทำความเข้าใจถึงความสำคัญและวิธีการดูแลรักษาอุปกรณ์ชิ้นนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- สถานการณ์ฝุ่น PM2.5: กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงเผชิญกับระดับฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน โดยคาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 12-15 มกราคม 2569 จะเข้าสู่ระดับเสี่ยงสูง (สีแดง) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
- เกราะป้องกันที่สำคัญ: กรองแอร์รถยนต์เป็นด่านแรกในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก เชื้อโรค และมลพิษ ไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสาร ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารหายใจได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
- สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ: ลมแอร์ที่เบาลง, ความเย็นลดน้อยลง, และกลิ่นอับชื้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าไส้กรองแอร์อาจอุดตันและถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่
- ผลกระทบระยะยาว: การละเลยไม่เปลี่ยนกรองแอร์ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ แต่ยังอาจสร้างความเสียหายให้กับระบบปรับอากาศของรถยนต์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่สูงขึ้นในอนาคต
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ: ภัยเงียบที่ต้องรับมือ
ในช่วงต้นปี 2569 โดยเฉพาะเดือนมกราคม สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครได้กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่นิ่งและการระบายอากาศต่ำ ทำให้มลพิษเกิดการสะสมตัวในปริมาณมากจนเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน
ระดับความรุนแรงและพื้นที่เสี่ยงสูง
ข้อมูลการคาดการณ์คุณภาพอากาศระบุว่า ระหว่างวันที่ 9-17 มกราคม 2569 ปริมาณฝุ่น PM2.5 จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 9-11 มกราคม จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง (Moderate Risk) ก่อนที่จะทวีความรุนแรงเข้าสู่ระดับความเสี่ยงสูง (High Risk หรือสีแดง) ในช่วงวันที่ 12-15 มกราคม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน
มีรายงานว่ากว่า 20 เขตในกรุงเทพมหานครมีระดับฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับสีส้ม ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ตัวอย่างเช่น เขตลาดกระบังมีค่าฝุ่นอยู่ที่ 42.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³), เขตราชเทวี 42.0 µg/m³, และเขตบางซื่อ 41.2 µg/m³ ขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 31.9-44 µg/m³ ซึ่งจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพเช่นกัน
มาตรการรับมือจากภาครัฐ
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกมาตรการเร่งด่วน 5 ข้อหลัก ดังนี้:
- สนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home): ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ พิจารณาการทำงานจากที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณการจราจรบนท้องถนน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดควันไอเสียที่สำคัญ
- ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ: ออกคำสั่งห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นขยะหรือหญ้า พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับควันดำจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม และกำหนดเขตควบคุมมลพิษ (Low-Emission Zone) ครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ตามเวลาที่กำหนด
- บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: ตรวจสอบเครื่องยนต์และบังคับใช้กฎหมายค่าความทึบแสงของควันไม่ให้เกิน 20% สำหรับรถบรรทุก รถโดยสาร และยานพาหนะที่ใช้งานในพื้นที่ก่อสร้าง
- การมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถรายงานเหตุการณ์เผาไหม้หรือรถยนต์ควันดำผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
- ลดการเผาในภาคเกษตร: ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายลดพื้นที่การเผาในไร่ลง 15% พร้อมจัดสรรงบประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรแบบไม่เผา
แม้จะมีมาตรการต่างๆ ออกมา แต่การป้องกันส่วนบุคคลยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ควรติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิดผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK และสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรอง PM2.5 ได้เมื่อต้องออกนอกอาคาร
กรองแอร์รถยนต์: เกราะป้องกันด่านแรกในห้องโดยสาร
ในขณะที่การสวมหน้ากากอนามัยเป็นวิธีป้องกันฝุ่นภายนอกอาคารที่ได้ผล การเดินทางด้วยรถยนต์ก็จำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่ง “กรองแอร์รถยนต์” หรือ “ไส้กรองแอร์” (Cabin Air Filter) คืออุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการกรองอากาศก่อนที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารและระบบทางเดินหายใจของผู้ใช้งาน
หน้าที่และหลักการทำงานของไส้กรองแอร์
ไส้กรองแอร์ถูกติดตั้งอยู่ในระบบปรับอากาศของรถยนต์ มีลักษณะเป็นแผ่นกรองที่ทำจากเส้นใยกระดาษหรือวัสดุสังเคราะห์พับซ้อนกันไปมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดักจับสิ่งสกปรก เมื่อพัดลมแอร์ดูดอากาศจากภายนอกรถเข้ามา อากาศทั้งหมดจะถูกบังคับให้ไหลผ่านไส้กรองชิ้นนี้ก่อนที่จะถูกส่งไปยังคอยล์เย็นและเป่าออกมาทางช่องแอร์
หน้าที่หลักของมันคือการดักจับอนุภาคต่างๆ ที่ปะปนมากับอากาศ เช่น ฝุ่นละอองขนาดใหญ่, เกสรดอกไม้, ใบไม้, แมลง, และที่สำคัญคือฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 การมีไส้กรองแอร์ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสารสะอาดและปลอดภัยต่อการสูดดมมากขึ้น
ประเภทของกรองแอร์รถยนต์
ไส้กรองแอร์ในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติในการกรองที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทหลักๆ ได้ดังนี้
| ประเภทไส้กรอง | คุณสมบัติหลัก | ความเหมาะสมในการใช้งาน |
|---|---|---|
| กรองมาตรฐาน (Standard Filter) | ทำจากกระดาษหรือใยสังเคราะห์ธรรมดา สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เช่น ใบไม้ แมลง และฝุ่นถนนทั่วไป | เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในพื้นที่ที่ไม่มีมลพิษทางอากาศรุนแรง |
| กรองคาร์บอน (Carbon Filter) | มีชั้นผงถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เพิ่มเข้ามา ช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นอับ และก๊าซพิษบางชนิดได้ดีกว่าแบบมาตรฐาน | เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดกลิ่นควันรถ กลิ่นอับชื้น หรือเดินทางในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น |
| กรอง PM2.5 (HEPA-type Filter) | ใช้เทคโนโลยีการกรองที่มีความละเอียดสูง สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กถึง 2.5 ไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้บางชนิด | เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้งานในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง และสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้หรือระบบทางเดินหายใจ |
สัญญาณเตือน: ถึงเวลาที่ต้องเช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์
การเช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์เป็นประจำคือหัวใจสำคัญของการดูแลรักษาระบบปรับอากาศและคุณภาพอากาศในรถ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยน การสังเกตสัญญาณผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรถยนต์จะช่วยให้ทราบได้ว่าไส้กรองแอร์เริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้ว
ลมแอร์เบาลงและไม่เย็น
นี่คืออาการที่ชัดเจนที่สุด เมื่อไส้กรองแอร์อุดตันหนาแน่นด้วยฝุ่นและสิ่งสกปรก อากาศจะไหลผ่านได้ยากขึ้น ส่งผลให้พัดลมแอร์ไม่สามารถเป่าลมออกมาได้อย่างเต็มที่ แม้จะเปิดพัดลมเบอร์แรงสุด แต่ความแรงของลมที่ออกมาจากช่องแอร์กลับเบาผิดปกติ นอกจากนี้ การไหลเวียนของอากาศที่ไม่ดียังทำให้ความเย็นกระจายตัวได้ไม่ทั่วถึง ทำให้รู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นฉ่ำเหมือนเดิม
มีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์
ไส้กรองที่สกปรกและอุดตันเป็นแหล่งสะสมของความชื้น เชื้อรา และแบคทีเรีย เมื่อเปิดแอร์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะถูกลมพัดพาออกมาพร้อมกับกลิ่นอับชื้นคล้ายผ้าเปียก หรือในบางครั้งอาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวปะปนออกมาด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญ แต่ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย
มีฝุ่นละอองออกมาจากช่องแอร์
ในกรณีที่ไส้กรองเสื่อมสภาพอย่างหนักหรือฉีกขาด อาจทำให้ฝุ่นละอองที่ควรจะถูกดักจับไว้หลุดรอดออกมาทางช่องแอร์ได้ หากสังเกตเห็นว่ามีเศษฝุ่นหรือผงเล็กๆ ปลิวออกมาเมื่อเปิดแอร์ นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าต้องเปลี่ยนไส้กรองโดยด่วนที่สุด
ระยะเวลาที่แนะนำในการเปลี่ยน
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์มักแนะนำให้เปลี่ยนไส้กรองแอร์ทุกๆ 1 ปี หรือทุกๆ 15,000-20,000 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่นอย่างในปัจจุบัน หรือหากต้องขับขี่ในบริเวณที่มีฝุ่นควันและมลภาวะสูงเป็นประจำ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าที่กำหนด เช่น ทุกๆ 6 เดือน หรือทุกๆ 10,000 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศในห้องโดยสารสะอาดอยู่เสมอ วิธีที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบจากคู่มือประจำรถและประเมินตามสภาพการใช้งานจริง
ผลกระทบจากการละเลยการเปลี่ยนกรองแอร์
การไม่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนไส้กรองแอร์ตามกำหนดเวลา อาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบทั้งต่อสุขภาพของผู้โดยสารและต่อตัวรถยนต์เองในระยะยาว
ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้โดยสาร
ห้องโดยสารรถยนต์เป็นพื้นที่ปิดขนาดเล็ก หากไส้กรองแอร์อุดตันและไม่สามารถกรองอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่อยู่ภายในรถจะมีความเสี่ยงสูงที่จะสูดดมเอาฝุ่น PM2.5, เชื้อรา, แบคทีเรีย, และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เข้าไปโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้หลายประการ:
- โรคระบบทางเดินหายใจ: อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก, ไอ, จาม, หรือกระตุ้นให้อาการของโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดกำเริบได้
- ผลกระทบระยะยาว: การได้รับฝุ่น PM2.5 สะสมเป็นเวลานานมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ
- การสะสมของเชื้อโรค: ความชื้นและสิ่งสกปรกบนไส้กรองเก่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเชื้อโรค ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยได้
ความเสียหายต่อระบบปรับอากาศของรถยนต์
นอกเหนือจากผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว ไส้กรองที่อุดตันยังสร้างภาระหนักให้กับระบบปรับอากาศของรถยนต์อีกด้วย เมื่ออากาศไหลผ่านได้ยาก พัดลมแอร์ (Blower) จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดันลมผ่าน ซึ่งอาจทำให้อายุการใช้งานของมอเตอร์พัดลมสั้นลง นอกจากนี้ สิ่งสกปรกที่หลุดรอดจากไส้กรองที่เสื่อมสภาพอาจเข้าไปอุดตันที่คอยล์เย็น (Evaporator) ทำให้เกิดปัญหาน้ำแอร์รั่ว แอร์ไม่เย็น และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจต้องรื้อคอนโซลเพื่อทำความสะอาดหรือเปลี่ยนคอยล์เย็น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเปลี่ยนไส้กรองหลายเท่าตัว
แนวทางการตรวจสอบและเปลี่ยนกรองแอร์เบื้องต้น
การตรวจสอบสภาพของไส้กรองแอร์เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถสามารถทำได้ด้วยตนเองเพื่อประเมินเบื้องต้นว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้วหรือยัง
การตรวจสอบสภาพไส้กรองด้วยสายตา
ไส้กรองแอร์ของรถยนต์ส่วนใหญ่มักถูกติดตั้งอยู่บริเวณด้านหลังลิ้นชักเก็บของฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า (Glove Box) การเข้าถึงอาจแตกต่างกันไปในรถแต่ละรุ่น ซึ่งควรศึกษาจากคู่มือประจำรถก่อนลงมือทำ เมื่อถอดไส้กรองชิ้นเก่าออกมาแล้ว ให้ลองเปรียบเทียบกับของใหม่ หากพบว่าไส้กรองมีสีดำคล้ำ มีฝุ่นจับหนาเตอะ หรือมีเศษใบไม้และสิ่งสกปรกอื่นๆ ติดอยู่เต็มไปหมด ก็เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าควรเปลี่ยนใหม่ทันที
ขั้นตอนทั่วไปในการเปลี่ยน
แม้ว่ารถแต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ขั้นตอนโดยพื้นฐานมักจะคล้ายคลึงกัน ดังนี้:
- เปิดลิ้นชักเก็บของ: เปิดลิ้นชักเก็บของให้สุด และปลดล็อกสลักหรือตัวยึดด้านข้าง (ถ้ามี) เพื่อให้สามารถดึงลิ้นชักออกมาหรือเปิดให้ห้อยลงมาได้มากกว่าปกติ
- ค้นหาฝาปิดช่องกรองแอร์: มองเข้าไปด้านหลังลิ้นชัก จะเห็นฝาปิดช่องใส่ไส้กรองแอร์ ซึ่งมักเป็นพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้ปลดล็อกฝาปิดนั้นออก
- ดึงไส้กรองเก่าออก: ค่อยๆ ดึงไส้กรองชิ้นเก่าออกมาตรงๆ สังเกตทิศทางการใส่ของลูกศรที่ระบุทิศทางลม (Air Flow) บนตัวกรอง
- ใส่ไส้กรองใหม่: นำไส้กรองชิ้นใหม่ใส่กลับเข้าไปในช่อง โดยหันลูกศร Air Flow ให้ถูกต้องตามทิศทางเดิม
- ปิดฝาและประกอบกลับ: ปิดฝาช่องกรองแอร์ให้สนิท และประกอบลิ้นชักเก็บของกลับเข้าที่เดิม
ข้อควรระวัง: ควรเลือกซื้อไส้กรองแอร์ให้ตรงรุ่นกับรถยนต์ของตนเอง และหากไม่มั่นใจในการถอดประกอบ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการหรือปรึกษาช่างผู้ชำนาญการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนอื่นๆ
บทสรุป: การดูแลรักษารถยนต์เพื่ออากาศบริสุทธิ์และการเดินทางที่ปลอดภัย
การสู้ฝุ่น PM2.5! เช็ก-เปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์ ก่อนสุขภาพพัง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานในการดูแลรักษารถยนต์ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้ขับขี่ การลงทุนเปลี่ยนไส้กรองแอร์ที่มีคุณภาพเป็นประจำ ไม่เพียงช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจจากมลพิษที่เป็นอันตราย แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบปรับอากาศ ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว และทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยอากาศที่สดชื่นและปลอดภัย
นอกจากการดูแลระบบปรับอากาศแล้ว การดูแลความสะอาดทั้งภายในและภายนอกรถยนต์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างสุขอนามัยที่ดีในการเดินทาง สำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลรถยนต์อย่างครบวงจรและเป็นมืออาชีพในจังหวัดขอนแก่น HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการดูแลรักษารถยนต์อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่บริการล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบเงา ไปจนถึงการซ่อมแซมสี เพื่อให้รถยนต์สะอาดหมดจดและดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ
ที่อยู่: 612 หมู่ 3 ถนนโนนม่วง ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น.
เบอร์ติดต่อ: 066-156-9878
เพื่อสุขภาพที่ดีและการเดินทางที่มั่นใจ อย่าละเลยการดูแลรถยนต์ของคุณ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับบริการดูแลรักษารถยนต์ได้ทันที