รับมือฝุ่น PM2.5! 5 วิธีล้างแอร์รถยนต์ง่ายๆ ทำเองได้
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางด้วยรถยนต์เป็นประจำ ห้องโดยสารซึ่งเป็นพื้นที่ปิดสามารถกลายเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นอันตรายเหล่านี้ได้ การเรียนรู้วิธีรับมือฝุ่น PM2.5! 5 วิธีล้างแอร์รถยนต์ง่ายๆ ทำเองได้ จึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ระบบปรับอากาศในรถยนต์เปรียบเสมือนปอดของรถ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและกระจายฝุ่นพิษแทนที่จะมอบอากาศบริสุทธิ์
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การทำความสะอาดระบบปรับอากาศในรถยนต์เป็นวิธีสำคัญในการลดการสะสมของฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ
- 5 ขั้นตอนหลักที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ได้แก่ การใช้ระบบอากาศหมุนเวียน, ทำความสะอาดกรองแอร์, เช็ดช่องแอร์, ดูดฝุ่นภายในรถ, และล้างตู้แอร์แบบไม่ถอด
- การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เช่น การเปลี่ยนไส้กรองแอร์ทุก 18 เดือน หรือ 30,000 กิโลเมตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกรองอากาศและยืดอายุการใช้งานของระบบแอร์
- การดูแลความสะอาดโดยรวมของห้องโดยสาร เช่น การดูดฝุ่นพรมและเบาะเป็นประจำ มีส่วนสำคัญในการลดปริมาณฝุ่นที่สามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ระบบปรับอากาศ
- สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานนาน หรือต้องการความสะอาดอย่างล้ำลึก ควรพิจารณาการล้างตู้แอร์โดยช่างผู้ชำนาญเป็นรายปี
ทำไมการล้างแอร์รถยนต์จึงสำคัญในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5
ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กมากจนสามารถเล็ดลอดผ่านขนจมูกและเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่โรคภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ ไปจนถึงปัญหาระบบหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว หลายคนอาจเข้าใจว่าการอยู่ในรถยนต์จะช่วยป้องกันฝุ่นจากภายนอกได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห้องโดยสารสามารถกักเก็บมลพิษได้มากกว่าภายนอกเสียอีกหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม
ระบบปรับอากาศของรถยนต์ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้ามาหมุนเวียนภายในห้องโดยสาร ซึ่งหมายความว่ามันจะดูดเอาฝุ่น PM2.5 เข้ามาด้วยเช่นกัน ฝุ่นเหล่านี้จะเข้าไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของระบบแอร์ โดยเฉพาะที่กรองอากาศ (Cabin Air Filter), คอยล์เย็น (Evaporator) หรือที่เรียกกันว่าตู้แอร์ และช่องลมต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมของฝุ่นจะหนาแน่นขึ้นจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้เกิดกลิ่นอับในรถ และที่อันตรายกว่านั้นคือ เมื่อเปิดแอร์ ลมจะพัดพาเอาฝุ่น PM2.5 และเชื้อโรคที่สะสมอยู่ออกมาฟุ้งกระจายทั่วห้องโดยสาร ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสูดดมเข้าไปโดยตรง
ดังนั้น การล้างแอร์รถยนต์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความเย็นสบายหรือการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่เป็นมาตรการสำคัญในการดูแลสุขอนามัยและป้องกันโรคภัยที่มาจากมลพิษทางอากาศ การดูแลให้ระบบแอร์สะอาดอยู่เสมอเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันสุขภาพให้กับทุกคนที่เดินทางด้วยรถยนต์คันนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ, และผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้หรือโรคระบบทางเดินหายใจ
เจาะลึก 5 วิธีล้างแอร์รถยนต์ง่ายๆ ทำเองได้ เพื่อรับมือฝุ่น PM2.5
การบำรุงรักษาระบบปรับอากาศไม่จำเป็นต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญเสมอไป มีหลายขั้นตอนพื้นฐานที่เจ้าของรถสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารและลดการสะสมของฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้ง 5 วิธีนี้ออกแบบมาให้ทำตามได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถทำได้เป็นประจำ
1. เปิดใช้ระบบหมุนเวียนอากาศภายในก่อนออกเดินทาง
ปุ่มสัญลักษณ์รูปรถที่มีลูกศรวนอยู่ภายใน คือฟังก์ชัน “หมุนเวียนอากาศภายใน” (Recirculation Mode) ซึ่งเป็นเครื่องมือด่านแรกในการป้องกันฝุ่น PM2.5 จากภายนอก หลักการทำงานของมันคือการปิดช่องรับอากาศจากภายนอกรถ และใช้อากาศที่มีอยู่แล้วในห้องโดยสารมาหมุนเวียนผ่านระบบแอร์เพื่อทำความเย็นแทน
วิธีการปฏิบัติ: ก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรสตาร์ทรถและเปิดแอร์โดยกดใช้โหมดหมุนเวียนอากาศภายในทันที การทำเช่นนี้จะช่วยกรองอากาศที่อาจมีฝุ่นปนเปื้อนอยู่แล้วภายในรถให้สะอาดขึ้นก่อน และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้มลพิษจากภายนอกเข้ามาเพิ่มเติม การเปิดทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีก่อนขับรถออกไป จะช่วยลดปริมาณฝุ่นในห้องโดยสารได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ควรมีการสลับไปใช้โหมดรับอากาศจากภายนอกบ้างเป็นครั้งคราว (เช่น ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง) เมื่อขับขี่ในบริเวณที่อากาศดี เพื่อป้องกันการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้
2. ทำความสะอาดและเปลี่ยนกรองอากาศแอร์ตามกำหนด
กรองอากาศแอร์ หรือ ไส้กรองแอร์ (Cabin Air Filter) คือหัวใจสำคัญของการดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกก่อนที่อากาศจะเข้าสู่ห้องโดยสาร เมื่อใช้งานไปนานๆ กรองแอร์จะอุดตันไปด้วยฝุ่น, ใบไม้, เกสรดอกไม้ และแน่นอนว่ารวมถึงฝุ่น PM2.5 ด้วย หากกรองแอร์สกปรก ประสิทธิภาพการดักจับจะลดลง ทำให้ฝุ่นเล็ดลอดเข้าไปสะสมในตู้แอร์และถูกเป่าออกมาพร้อมลมแอร์ในที่สุด
วิธีเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์: โดยทั่วไปแล้วกรองแอร์จะถูกติดตั้งอยู่บริเวณหลังลิ้นชักเก็บของด้านหน้าฝั่งผู้โดยสาร (Glove Box) ซึ่งสามารถถอดออกมาได้ไม่ยาก
- เปิดลิ้นชักเก็บของและนำของภายในออกทั้งหมด
- มองหาตัวล็อกหรือสลักด้านข้างของลิ้นชัก (อาจต้องบีบด้านข้างเข้าหากัน) เพื่อปลดล็อกให้ลิ้นชักห้อยลงมาได้สุด
- เมื่อลิ้นชักเปิดออกจนสุด จะมองเห็นฝาปิดช่องกรองแอร์ ซึ่งมักเป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้ปลดล็อกฝาปิดนั้นออก
- ค่อยๆ ดึงถาดกรองแอร์เก่าออกมาตรงๆ สังเกตทิศทางการใส่ของลูกศรที่ระบุทิศทางลม (Air Flow) บนตัวกรอง
- นำกรองแอร์อันใหม่ใส่กลับเข้าไปในทิศทางเดิมที่ถูกต้อง ปิดฝา และประกอบลิ้นชักกลับเข้าที่
ตามคำแนะนำ ควรตรวจสอบหรือเปลี่ยนกรองอากาศแอร์ทุกๆ 18 เดือน หรือ 30,000 กิโลเมตร แต่หากต้องขับขี่ในบริเวณที่มีฝุ่นละอองหนาแน่นเป็นประจำ อาจจำเป็นต้องตรวจสอบและเปลี่ยนบ่อยขึ้น การลงทุนเปลี่ยนกรองแอร์เพียงไม่กี่ร้อยบาท ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการปกป้องสุขภาพและป้องกันความเสียหายของระบบแอร์ในระยะยาว
3. การทำความสะอาดช่องระบายอากาศ (ช่องแอร์)
แม้จะมีกรองแอร์คอยดักจับฝุ่น แต่ก็ยังมีฝุ่นละอองบางส่วนที่สามารถเล็ดลอดเข้ามาสะสมอยู่ตามซี่ของช่องแอร์ได้ เมื่อเวลาผ่านไป ฝุ่นเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้นและกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค การทำความสะอาดช่องแอร์เป็นประจำจึงช่วยลดปริมาณฝุ่นที่พร้อมจะถูกเป่าออกมาสัมผัสกับผู้โดยสารโดยตรง
อุปกรณ์และขั้นตอน:
- แปรงขนอ่อน: ใช้แปรงทาสีขนาดเล็ก หรือแปรงดีเทลลิ่งที่มีขนอ่อนนุ่ม ปัดฝุ่นออกจากซอกลึกของช่องแอร์ ควรทำอย่างเบามือเพื่อไม่ให้ซี่ช่องแอร์เสียหาย
- ผ้าไมโครไฟเบอร์: หลังจากใช้แปรงปัดฝุ่นแล้ว ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แห้งเช็ดเก็บฝุ่นอีกครั้ง หรืออาจจะชุบน้ำหมาดๆ เพื่อช่วยจับฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น
- ฟองน้ำหรือคอตตอนบัด: สำหรับซอกมุมที่เข้าถึงยาก สามารถใช้ฟองน้ำบางๆ หรือคอตตอนบัดชุบน้ำยาทำความสะอาดภายในรถยนต์ ค่อยๆ เช็ดตามร่องต่างๆ
การทำความสะอาดส่วนนี้ควรทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากสังเกตเห็นฝุ่นสะสม เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการรักษาสุขอนามัยเบื้องต้น
4. ดูดฝุ่นพรมและทำความสะอาดภายในรถยนต์เป็นประจำ
พรมปูพื้นและเบาะผ้าในรถยนต์คือแหล่งสะสมฝุ่น PM2.5 ชั้นดี ทุกครั้งที่ก้าวขึ้นลงรถ หรือขยับตัว ฝุ่นที่สะสมอยู่บนพรมก็จะฟุ้งกระจายขึ้นในอากาศ และถูกดูดเข้าไปในระบบหมุนเวียนของแอร์ในที่สุด การรักษาความสะอาดของพื้นและเบาะจึงเป็นการตัดวงจรการสะสมฝุ่นตั้งแต่ต้นทาง
แนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังดูดสูง ดูดทำความสะอาดพรมปูพื้น, ใต้เบาะ, และซอกต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หากเป็นไปได้ ควรถอดพรมยางหรือพรมผ้าออกมาซักล้างทำความสะอาดด้านนอก แล้วตากให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้งาน เพื่อกำจัดฝุ่นและเชื้อโรคที่ฝังลึก นอกจากนี้ การเก็บขยะและไม่ทิ้งเศษอาหารไว้ในรถก็ช่วยลดการเกิดกลิ่นอับและป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกทางหนึ่ง
5. ล้างตู้แอร์แบบไม่ถอดตู้ด้วยสเปรย์ทำความสะอาด
สำหรับขั้นตอนที่ลึกลงไปอีกระดับ คือการทำความสะอาดคอยล์เย็นหรือตู้แอร์ ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นและฝุ่นมาเจอกัน ทำให้เกิดการสะสมของเมือกและเชื้อราได้ง่าย การล้างตู้แอร์แบบไม่ถอดตู้เป็นวิธีที่สามารถทำเองได้ โดยใช้ผลิตภัณฑ์สเปรย์ล้างแอร์รถยนต์ที่มีจำหน่ายทั่วไป
ขั้นตอนการใช้งานโดยทั่วไป:
- จอดรถในที่ร่มและดับเครื่องยนต์
- ถอดกรองอากาศแอร์ออกตามขั้นตอนที่ 2 เพื่อให้สามารถเข้าถึงพัดลมโบลเวอร์และช่องทางลมที่ต่อไปยังตู้แอร์ได้
- ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับสายยางยาวๆ สำหรับสอดเข้าไปในช่องต่างๆ ให้สอดสายยางเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านช่องกรองแอร์
- ฉีดสเปรย์โฟมเข้าไปจนหมดกระป๋อง โฟมจะขยายตัวเข้าไปทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามครีบของคอยล์เย็น
- ทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่ระบุข้างกระป๋อง (ปกติประมาณ 15-30 นาที) เพื่อให้โฟมทำงานและสลายตัวกลายเป็นของเหลว
- ของเหลวและสิ่งสกปรกจะถูกระบายออกทางท่อน้ำทิ้งแอร์ใต้ท้องรถ
- หลังจากนั้น ให้สตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดแอร์และพัดลมเบอร์แรงสุดประมาณ 5-10 นาที เพื่อไล่ความชื้นและกลิ่นน้ำยาออกไปให้หมด จากนั้นจึงใส่กรองแอร์กลับเข้าที่
วิธีนี้เหมาะสำหรับการบำรุงรักษาประจำปี โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป จะช่วยลดกลิ่นอับและชะล้างคราบสกปรกที่เกาะแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะไม่สะอาดเท่าการถอดล้างโดยช่าง แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีและประหยัดสำหรับการดูแลด้วยตนเอง
เคล็ดลับเพิ่มเติมและการบำรุงรักษาระยะยาว
นอกเหนือจาก 5 วิธีหลักที่สามารถทำได้ด้วยตนเองแล้ว ยังมีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อการดูแลรักษาระบบปรับอากาศให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปกป้องสุขภาพในระยะยาว
การล้างแอร์แบบถอดตู้: เมื่อไหร่ที่จำเป็น?
การล้างแอร์แบบถอดตู้ คือการรื้อคอนโซลหน้าทั้งหมดเพื่อนำตู้แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดภายนอก ซึ่งเป็นวิธีที่สะอาดที่สุดและสามารถกำจัดคราบสกปรกฝังแน่นได้อย่างหมดจด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาค่อนข้างนาน (อาจใช้เวลาเป็นวัน) จึงไม่จำเป็นต้องทำบ่อย
ควรพิจารณาเมื่อ:
- รถยนต์มีการใช้งานหนัก วิ่งในพื้นที่ฝุ่นเยอะเป็นประจำ หรือมีอายุการใช้งานมานานมาก
- มีกลิ่นอับชื้นรุนแรงที่ไม่หายไป แม้จะลองใช้วิธีล้างแบบไม่ถอดตู้แล้วก็ตาม
- ลมแอร์เบาลงอย่างผิดปกติ แม้จะเปลี่ยนกรองแอร์ใหม่แล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันอย่างรุนแรงที่คอยล์เย็น
การล้างแบบถอดตู้ควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอนโซลรถ
การเลือกกรองแอร์: ควรใช้แบบพิเศษดักจับ PM2.5 หรือไม่?
ในปัจจุบันมีกรองอากาศแอร์หลายประเภทในท้องตลาด ตั้งแต่แบบมาตรฐาน, แบบคาร์บอนที่ช่วยดูดซับกลิ่น, ไปจนถึงแบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อดักจับฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาดเล็กได้ดีกว่ากรองแบบมาตรฐาน
การเลือกใช้กรองแอร์แบบดักจับ PM2.5 เป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มระดับการป้องกัน อย่างไรก็ตาม กรองประเภทนี้มักมีความหนาแน่นของเส้นใยสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้แรงลมแอร์ลดลงเล็กน้อย และอาจทำให้พัดลมโบลเวอร์ทำงานหนักขึ้น
ข้อควรระวัง: ควรหลีกเลี่ยงการใช้กรองอากาศประเภท HEPA (High-Efficiency Particulate Air) หากระบบแอร์ของรถยนต์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโดยเฉพาะ เพราะกรอง HEPA มีความต้านทานลมสูงมาก อาจทำให้พัดลมโบลเวอร์ทำงานหนักเกินไปจนเกิดความร้อนสะสมและเสียหายได้ในระยะยาว ควรเลือกใช้กรอง PM2.5 ที่ระบุว่า “สำหรับรถยนต์” โดยเฉพาะ
ตารางการบำรุงรักษาระบบแอร์ที่แนะนำ
เพื่อความสะดวกในการวางแผนดูแลรักษารถยนต์ สามารถอ้างอิงตารางการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศตามอายุและการใช้งานของรถได้ดังนี้
| รายการบำรุงรักษา | รถใหม่ (ไม่เกิน 3 ปี) | รถใช้งานทั่วไป (เกิน 5 ปี) |
|---|---|---|
| ทำความสะอาดช่องแอร์ | ทุก 1-2 เดือน | ทุก 1 เดือน หรือบ่อยกว่า |
| ดูดฝุ่นภายในรถ | ทุก 1-2 สัปดาห์ | ทุก 1 สัปดาห์ |
| ตรวจสอบ/เปลี่ยนกรองแอร์ | ทุก 30,000 กม. หรือ 18 เดือน | ทุก 20,000 กม. หรือ 12 เดือน |
| ล้างตู้แอร์แบบไม่ถอด | ทุก 2 ปี | ทุก 1 ปี |
| ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ | ตามความจำเป็นเมื่อมีปัญหา | พิจารณาทำเมื่อมีกลิ่นรุนแรง |
บทสรุป: อากาศบริสุทธิ์ในรถยนต์เริ่มต้นที่การดูแลเอาใจใส่
การเผชิญหน้ากับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่กลางแจ้ง แต่ยังรวมถึงพื้นที่ส่วนตัวอย่างภายในรถยนต์ การดูแลระบบปรับอากาศให้สะอาดและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ด้วย 5 วิธีล้างแอร์รถยนต์ง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การใช้ระบบหมุนเวียนอากาศ, การเปลี่ยนไส้กรอง, การทำความสะอาดช่องแอร์, การดูดฝุ่นภายใน ไปจนถึงการใช้สเปรย์ล้างตู้แอร์ ล้วนเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและเชื้อโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ
การบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบแอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวผู้ขับขี่และคนที่รักอีกด้วย อากาศที่บริสุทธิ์ภายในห้องโดยสารจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภูมิแพ้และปัญหาระบบทางเดินหายใจ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าเดินทางมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าวิธีดูแลเบื้องต้นเหล่านี้จะสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่สำหรับการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก การขจัดคราบสกปรกฝังแน่น หรือการฟื้นฟูสภาพรถยนต์ให้กลับมาเหมือนใหม่ การใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกที่มอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการล้าง ขัด เคลือบ และซ่อมสีรถยนต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทาง LINE Official ได้ทันที สถานที่ตั้ง: 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000