สรุปข่าวรถยนต์ท้ายปี 2025 ส่องเทรนด์ใหม่รับปี 2026
บทความนี้จะนำเสนอข้อมูล สรุปข่าวรถยนต์ท้ายปี 2025 ส่องเทรนด์ใหม่รับปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างน่าสนใจ ทั้งจากงาน Motor Expo 2025 ที่เป็นตัวกระตุ้นยอดขายปลายปี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของตลาดในปีถัดไป
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ตลาดรถยนต์รวมปี 2025 ยังคงหดตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจและสินเชื่อที่เข้มงวด แต่งาน Motor Expo 2025 ช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงท้ายปี โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากค่ายจีน
- การแข่งขันในตลาด EV รุนแรงขึ้นจากสงครามราคาและการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ทำให้เกิดการเร่งซื้อเพื่อรับสิทธิ์ประโยชน์
- เทรนด์ปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น โดยซอฟต์แวร์, AI, และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
- ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์หลายทาง (Multi-pathway) โดยเน้นรถยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ EV ในขณะที่ค่ายจีนมุ่งเน้นการทำตลาด EV อย่างเต็มรูปแบบ
- ความท้าทายสำคัญในปี 2026 คือการยอมรับ EV ในตลาดวงกว้าง, เสถียรภาพของเทคโนโลยี, และการปรับตัวของตลาดรถกระบะที่มียอดขายลดลง
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2025: บทสรุปท้ายปี
ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยตลอดปี 2025 เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ส่งผลให้ยอดขายรวมมีแนวโน้มหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งสะท้อนจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่ยอดขายปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม งานมหกรรมยานยนต์ หรือ Motor Expo 2025 ในช่วงปลายปีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเป็นเวทีหลักให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยผลักดันยอดจองในเดือนธันวาคมให้ฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติจีนที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจากกลยุทธ์ด้านราคาและข้อเสนอพิเศษที่ต่อเนื่องข้ามปี
สงครามรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่เดือดท้ายปี
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) กลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดในปี 2025 การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากประเทศจีน ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่สงครามราคาและโปรโมชันที่ดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นเดิม
การเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ซึ่งรวมถึง ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับยอดขายรวมของตลาดที่หดตัว
การแข่งขันดุเดือดของค่ายจีน
ค่ายรถยนต์จีนได้ใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางการวิ่งสูง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังเริ่มยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองเข้าสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น การแข่งขันที่เข้มข้นนี้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล
มาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดและการปรับตัวของตลาด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV ในช่วงปลายปี 2025 คือการสิ้นสุดลงของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ หรือ EV 3.0 ซึ่งให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ข่าวดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ “แห่ซื้อทิ้งทวน” จากผู้บริโภคที่ต้องการใช้สิทธิ์ก่อนที่มาตรการจะหมดอายุลง ส่งผลให้ยอดจองและยอดขายรถ EV พุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขณะเดียวกัน ค่ายรถยนต์และผู้นำเข้าต่างต้องปรับแผนการนำเข้า การจัดการสต็อกสินค้า และแผนการผลิตในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
รถยนต์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในปี 2026
จากข้อมูลที่เปิดเผยในช่วงปลายปี 2025 และในงาน Motor Expo ทำให้เห็นทิศทางของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะทยอยเปิดตัวและส่งมอบในประเทศไทยตลอดปี 2026 ซึ่งมีความหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มความต้องการ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ไปจนถึงรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์สันดาปที่ได้รับการปรับโฉมใหม่
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
ตลาดนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่คึกคักที่สุด โดยมีรถยนต์หลายรุ่นจ่อคิวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์จากฝั่งยุโรป เช่น BMW iX LCI และ Mercedes-Benz EQE รุ่นปรับปรุงใหม่ รวมถึง Volvo XC60 PHEV ที่เน้นสมรรถนะและความหรูหรา ในขณะที่ค่ายจีนก็เตรียมส่งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ แบรนด์ ZEEKR และ Avatr 07 ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง นอกจากนี้ ยังมีรุ่นที่ถูกจับตามองว่าจะเข้ามาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ในตลาด เช่น MG IM6 Long Range ที่ชูจุดเด่นด้านระยะทางการวิ่งที่ไกลเป็นพิเศษในราคาที่แข่งขันได้
กลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) และเครื่องยนต์สันดาป (ICE)
แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรง แต่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายแบรนด์เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นไมเนอร์เชนจ์ (Minor Change) และโมเดลใหม่ๆ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ ขณะที่รถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) อย่าง Hyundai STARIA รุ่นใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความสนใจและเตรียมเข้าสู่ตลาดไทยในปี 2026 เช่นกัน
เทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
การตัดสินใจซื้อรถยนต์ในปี 2026 จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของเครื่องยนต์หรือการออกแบบภายนอกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เทคโนโลยีภายในรถยนต์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น
ความสำคัญของซอฟต์แวร์และระบบ AI ในรถยนต์
ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมองรถยนต์เป็น “แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์” มากกว่าเป็นเพียง “ฮาร์ดแวร์” ที่ใช้ในการเดินทาง ระบบปฏิบัติการภายในรถยนต์, ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Assistant), และความสามารถในการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ผ่านระบบออนไลน์ (Over-the-Air Update) กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม ค่ายรถยนต์จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการและประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่
ประเด็นด้านคุณภาพและความท้าทายใหม่
จากการสำรวจคุณภาพรถยนต์ใหม่ (J.D. Power Thailand 2025) พบว่ามีประเด็นใหม่ๆ ที่ผู้ใช้งานรายงานปัญหาเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ได้แก่:
- เสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร: โดยเฉพาะในรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากลบ ทำให้เสียงลมหรือเสียงจากช่วงล่างชัดเจนขึ้น
- ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS): การทำงานที่ยังไม่เสถียรหรือการแจ้งเตือนที่มากเกินไป อาจสร้างความรำคาญมากกว่าความปลอดภัย
- ประสิทธิภาพการชาร์จแบตเตอรี่: ความเร็วในการชาร์จที่ไม่เป็นไปตามที่ระบุ หรือปัญหาความเข้ากันได้กับสถานีชาร์จสาธารณะ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ใช้ BEV
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีเสถียรภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในแต่ละเซกเมนต์จากการสำรวจดังกล่าวมีทั้ง Toyota, Mitsubishi, Honda, MG, BYD และ Isuzu
ทิศทางอุตสาหกรรมและการแข่งขันในปี 2026
แนวโน้มการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยช่วงปี 2025-2027 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวหรือทรงตัว ปัจจัยฉุดรั้งมาจากความต้องการในตลาดส่งออกที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันภายในประเทศยังคงทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการต่อสู้ระหว่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและจีน
กลยุทธ์ที่แตกต่างระหว่างค่ายญี่ปุ่นและค่ายจีน
ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นและจีนต่างวางกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้
| หัวข้อ | ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น | ค่ายรถยนต์จีน |
|---|---|---|
| กลยุทธ์หลัก | Multi-pathway (หลายหนทาง) | EV-Focused (มุ่งเน้น EV) |
| ผลิตภัณฑ์ชูโรง | รถยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นสะพานสู่ EV, พร้อมรักษาตลาด ICE | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นหลัก, ขยายสู่ตลาดพรีเมียม |
| จุดแข็ง | ความน่าเชื่อถือของแบรนด์, ศูนย์บริการครอบคลุม, ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ | ราคาที่แข่งขันได้, เทคโนโลยีแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์, ระยะทางวิ่งสูง |
| การลงทุนในไทย | เน้นปรับปรุงสายการผลิตเดิมเพื่อรองรับ xEV | ตั้งโรงงานประกอบในประเทศสำหรับรถยนต์ EV รุ่นหลักๆ |
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง
สำหรับปี 2026 มีหลายประเด็นที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย:
- การยอมรับ EV ในตลาดมวลชน: ราคาจำหน่ายหลังหมดมาตรการสนับสนุน, ระยะทางการวิ่งจริงที่พิสูจน์ได้ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ จะเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของตลาด BEV
- การพัฒนา ADAS และซอฟต์แวร์: ความเสถียรและความปลอดภัยของระบบช่วยขับจะเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
- สงครามราคาและโปรโมชัน: การแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่ม EV ของค่ายจีน มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในช่วงต้นปี 2026 เพื่อกระตุ้นยอดขาย
- การปรับตัวของตลาดรถกระบะ: ยอดขายที่ลดลงในปี 2025 จะเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ๆ รวมถึงการพิจารณาพัฒนารถกระบะไฟฟ้าเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว
บทสรุปและแนวโน้มสู่อนาคต
จากการ สรุปข่าวรถยนต์ท้ายปี 2025 ส่องเทรนด์ใหม่รับปี 2026 จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าได้เปลี่ยนแปลงสมการการแข่งขันอย่างถาวร ขณะที่เทคโนโลยีซอฟต์แวร์และ AI ได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ปี 2026 จะเป็นปีที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และกลยุทธ์ทางการตลาด ผู้บริโภคจะมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น แต่ก็ต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์, บริการหลังการขาย, และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ได้รถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง
ไม่ว่ารถยนต์คันใหม่จะเป็นระบบไฟฟ้า ไฮบริด หรือเครื่องยนต์สันดาป การดูแลรักษาสภาพรถให้สวยงามและสมบูรณ์อยู่เสมอคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อรักษามูลค่าและสร้างความสุขในทุกการเดินทาง สำหรับผู้ที่ต้องการบริการดูแลรักษาสีรถยนต์อย่างมืออาชีพในจังหวัดขอนแก่น HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการครบวงจร ทั้งการล้าง ขัด เคลือบ และซ่อมสีรถยนต์ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่เบอร์ 066-156-9878 ร้านตั้งอยู่ที่ 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000