ai generated 164

จับตา EV 5.0! ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองตอนนี้เสี่ยงขาดทุน?

สารบัญ

ท่ามกลางกระแสความนิยมยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามที่ว่าการจับตา EV 5.0! ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองตอนนี้เสี่ยงขาดทุน? ได้กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจและสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ประกอบกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดมือสอง ทำให้การตัดสินใจซื้อในช่วงเวลานี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา

จับตา EV 5.0! ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองตอนนี้เสี่ยงขาดทุน? - ev-5-0-used-car-price-risk

  • ความเสี่ยงด้านการเสื่อมราคา: ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีความผันผวนสูง เทคโนโลยีใหม่ๆ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอาจทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่งปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายต่อของรถมือสอง
  • เทคโนโลยีและแบตเตอรี่: การพัฒนาแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนที่ก้าวกระโดดทำให้รถรุ่นเก่ามีประสิทธิภาพด้อยกว่า และอาจมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สูงในอนาคต
  • ผลกระทบจากมาตรการ EV 5.0: นโยบายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจมาพร้อมกับส่วนลดและสิทธิประโยชน์สำหรับรถใหม่ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคารถยนต์ไฟฟ้ามือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การเข้ามาของแบรนด์ใหม่: การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาเข้าถึงง่ายและฟีเจอร์ครบครัน เช่น JAECOO 5 EV เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น และส่งผลต่อมูลค่าของรถรุ่นก่อนหน้า
  • ความจำเป็นในการตรวจสอบอย่างละเอียด: การซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) และเงื่อนไขการรับประกันที่ยังเหลืออยู่อย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่พลังงานไฟฟ้าได้สร้างพลวัตใหม่ๆ ทั้งในตลาดรถมือหนึ่งและมือสอง การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจลงทุนซื้อยานพาหนะไฟฟ้าสักคัน

สถานการณ์ตลาด EV มือสองในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองเริ่มมีอุปทาน (Supply) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ใช้รถ EV รุ่นแรกๆ เริ่มทยอยเปลี่ยนรถเป็นรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ระยะทางวิ่งไกลขึ้น และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยกว่าเดิม นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงก่อนหน้า ก็เริ่มคลี่คลายลง ทำให้การผลิตรถใหม่กลับสู่ภาวะปกติและส่งผลให้รถมือสองมีจำนวนเพิ่มขึ้นในตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นคงของราคายังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล ในบางภูมิภาคอย่างยุโรป ราคาขายต่อของรถ EV มือสองอาจปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง แต่ภาพรวมยังคงมีความผันผวนสูงและแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นและแต่ละตลาด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองทำได้ยาก และมีความเสี่ยงสูงสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจลิสซิ่งและสินเชื่อรถยนต์

เหตุผลที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ

แม้จะมีความเสี่ยง แต่รถยนต์ไฟฟ้ามือสองก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุผลหลักคือเรื่องของ “ราคา” ที่เข้าถึงง่ายกว่ารถใหม่ป้ายแดงอย่างมาก สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าแต่มีงบประมาณจำกัด รถมือสองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากนี้ การซื้อรถมือสองยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น เช่น ค่าจดทะเบียน และค่าประกันภัยชั้นหนึ่งที่มักจะถูกกว่ารถใหม่

อีกหนึ่งปัจจัยคือความต้องการหลีกเลี่ยงระยะเวลาการรอรับรถใหม่ที่อาจยาวนานในบางรุ่น การซื้อรถมือสองทำให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของและใช้งานรถได้ทันที อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีด้านราคาและความสะดวกสบาย กับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่อาจล้าสมัยและค่าบำรุงรักษาในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า

มาตรการ EV 5.0: ตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด

นโยบายของภาครัฐถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อทิศทางของตลาด ยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับประเทศไทย มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า “EV 3.0” และ “EV 3.5” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถกระตุ้นตลาดให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และในขณะนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ “EV 5.0” ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวกำหนดเกมการแข่งขันครั้งใหม่

ทำความเข้าใจนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า

มาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐโดยทั่วไปมุ่งเน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ แก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า เพื่อจูงใจให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในภาคขนส่ง นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มยอดขายรถ EV ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับมาตรการ EV 5.0 ที่กำลังจะมาถึง แม้รายละเอียดยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าจะยังคงสานต่อนโยบายการสนับสนุน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป เช่น การมุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตในประเทศมากขึ้น หรือการกำหนดคุณสมบัติของรถที่จะได้รับสิทธิ์ประโยชน์ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานของยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับราคารถ EV

การมาถึงของมาตรการ EV 5.0 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างราคาในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากภาครัฐยังคงให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถใหม่ต่อไป จะทำให้ราคารถ EV มือหนึ่งยังคงน่าดึงดูดใจ และอาจมีการปรับลดราคาลงอีกเพื่อกระตุ้นยอดขาย สถานการณ์เช่นนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง

เมื่อราคารถใหม่ถูกลง ความน่าสนใจของรถมือสองก็จะลดลงตามไปด้วย ผู้ที่ครอบครองรถ EV รุ่นปัจจุบันอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการขายต่อที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะผู้ซื้อรายใหม่มีแนวโน้มที่จะเลือกรถใหม่ป้ายแดงที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุด การรับประกันเต็มรูปแบบ และส่วนลดจากภาครัฐ มากกว่ารถมือสองที่ราคาต่างกันไม่มากนัก ดังนั้น ช่วงรอยต่อก่อนที่นโยบายใหม่จะประกาศใช้จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง

ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องประเมินก่อนซื้อ EV มือสอง

การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาและสภาพรถภายนอกเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเชิงลึกอีกหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การใช้งานและภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การเสื่อมราคาอย่างรวดเร็ว (Rapid Depreciation)

หนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ “การเสื่อมราคา” หรือ Depreciation Rate ที่สูงและรวดเร็วกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง รถ EV รุ่นใหม่ที่เปิดตัวมามีประสิทธิภาพดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งระยะทางที่วิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง, อัตราเร่งที่ดีขึ้น, ระบบซอฟต์แวร์ที่ฉลาดขึ้น และฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ล้ำสมัยกว่าเดิม ทำให้รถรุ่นเก่ากลายเป็นของที่ “ตกรุ่น” อย่างรวดเร็วในสายตาผู้บริโภค

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เตือนว่า การรีบตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในตอนนี้อาจนำไปสู่การขาดทุนได้ เนื่องจากราคาของรถมือหนึ่งมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อมีรถรุ่นใหม่และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีกว่าเข้ามาในตลาด

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไวและสุขภาพแบตเตอรี่

หัวใจของรถยนต์ไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดและมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วที่สุด การซื้อรถ EV มือสองหมายถึงการได้รับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของยุคก่อน ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านความจุ, ความเร็วในการชาร์จ และการจัดการความร้อน เมื่อเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ “สุขภาพของแบตเตอรี่” (Battery Health) ซึ่งจะเสื่อมสภาพลงตามอายุการใช้งานและจำนวนรอบการชาร์จ แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพจะเก็บประจุไฟฟ้าได้น้อยลง ส่งผลให้ระยะทางวิ่งสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด หากซื้อรถมือสองที่แบตเตอรี่ใกล้หมดอายุการรับประกันหรือเสื่อมสภาพไปมากแล้ว เจ้าของใหม่อาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ซึ่งมีราคาสูงหลายแสนบาท กลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจทำให้การประหยัดจากการซื้อรถมือสองไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

ความผันผวนของตลาดและอุปทานที่เพิ่มขึ้น

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังขาดเสถียรภาพเมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์สันดาปที่มีมาอย่างยาวนาน ราคาซื้อขายมือสองยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนและอาจผันผวนได้จากปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาครัฐ, ราคารถรุ่นใหม่ที่เปิดตัว, หรือแม้กระทั่งกระแสความนิยมในแต่ละแบรนด์ ประกอบกับจำนวนรถ EV มือสองที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้อุปทานล้นเกินความต้องการ และส่งผลให้ราคาขายต่อตกลงไปอีก

การเข้ามาของรถ EV รุ่นใหม่ราคาประหยัด

การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่จากประเทศจีนที่นำเสนอรถ EV ที่มีฟังก์ชันครบครันในราคาที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวของรถยนต์รุ่น JAECOO 5 EV ที่มีราคาเริ่มต้นประมาณ 5.5-6 แสนบาท ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดอย่างมาก การมีตัวเลือกที่ “ถูกและดี” ในตลาดรถใหม่ ทำให้ผู้บริโภคมีเหตุผลน้อยลงที่จะหันไปมองรถมือสองในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่ได้เทคโนโลยีที่เก่ากว่าและมีความเสี่ยงเรื่องการรับประกัน การเข้ามาของรถรุ่นใหม่ราคาประหยัดเหล่านี้จึงเป็นตัวเร่งให้ราคารถมือสองตกลงเร็วยิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ: ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่งและมือสองในช่วงเวลานี้ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบมากขึ้น

ตารางเปรียบเทียบปัจจัยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่งและมือสอง
ปัจจัยที่พิจารณา รถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่ง (ป้ายแดง) รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง
ราคาเริ่มต้น สูงกว่า แต่อาจได้รับส่วนลดจากภาครัฐ (EV 5.0) ต่ำกว่า เข้าถึงง่ายกว่า
การเสื่อมราคา (Depreciation) สูงในช่วงปีแรก แต่หลังจากนั้นจะเริ่มคงที่ เสื่อมราคามาแล้วระดับหนึ่ง แต่อาจตกลงอีกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยตลาด
เทคโนโลยี ได้รับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีเก่ากว่า อาจขาดฟีเจอร์สำคัญบางอย่าง
สุขภาพแบตเตอรี่ 100% เต็มประสิทธิภาพจากโรงงาน เสื่อมสภาพตามการใช้งาน ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
การรับประกัน รับประกันเต็มรูปแบบจากผู้ผลิต (ตัวรถและแบตเตอรี่) อาจยังอยู่ในการรับประกัน หรือหมดอายุแล้ว มีความเสี่ยงสูงกว่า
ความเสี่ยงในอนาคต ต่ำกว่า มีความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว สูงกว่า อาจมีค่าซ่อมแซมที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะแบตเตอรี่

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง

สำหรับผู้ที่ยังคงสนใจและยอมรับความเสี่ยงในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองได้ การเตรียมตัวและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดโอกาสในการขาดทุนและป้องกันปัญหาในอนาคต

การตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ (Battery Health)

ก่อนการตัดสินใจซื้อ ควรนำรถเข้าตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่กับศูนย์บริการของผู้ผลิตโดยตรง หรือใช้เครื่องมือวินิจฉัยเฉพาะทางเพื่ออ่านค่า State of Health (SoH) ของแบตเตอรี่ ซึ่งจะบอกได้ว่าแบตเตอรี่ยังสามารถเก็บประจุได้กี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ใหม่ ค่า SoH ที่ต่ำกว่า 85-90% อาจเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ และควรนำมาใช้เป็นปัจจัยในการต่อรองราคาหรือพิจารณาเลือกรถคันอื่น

การตรวจสอบประวัติและเงื่อนไขการรับประกัน

ควรตรวจสอบประวัติการซ่อมบำรุงของรถอย่างละเอียด และที่สำคัญคือต้องตรวจสอบว่าการรับประกันตัวรถและแบตเตอรี่ยังเหลืออยู่หรือไม่ และมีเงื่อนไขอย่างไร การรับประกันแบตเตอรี่ส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 8 ปี หรือ 160,000-180,000 กิโลเมตร การซื้อรถที่ยังมีระยะเวลาการรับประกันเหลืออยู่จะช่วยสร้างความอุ่นใจและลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี ควรศึกษาข้อมูลของรถแต่ละรุ่นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ เพื่อให้เข้าใจถึงจุดเด่น จุดด้อย และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

บทสรุป: ซื้อหรือไม่ซื้อ? การตัดสินใจที่ต้องรอบคอบ

สรุปแล้ว คำถามที่ว่า “ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสองตอนนี้เสี่ยงขาดทุนหรือไม่” คำตอบคือ “มีความเสี่ยงสูง” ตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ นโยบาย EV 5.0 ที่ยังไม่ชัดเจน และการแข่งขันด้านราคาจากรถรุ่นใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มูลค่าของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในช่วงเวลานี้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังและการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ และระดับการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล หากต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงง่ายและยอมรับได้กับเทคโนโลยีที่อาจไม่ล่าสุด การเลือกรถมือสองที่ผ่านการตรวจสอบมาอย่างดีและยังอยู่ในการรับประกันก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการความมั่นใจสูงสุด เทคโนโลยีที่ดีที่สุด และความคุ้มค่าในระยะยาว การรอความชัดเจนของมาตรการ EV 5.0 และพิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามือหนึ่งอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า

ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์คันใหม่หรือมือสอง การดูแลรักษาสภาพรถให้ดีเยี่ยมอยู่เสมอคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยรักษามูลค่าและยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด การดูแลความสะอาดทั้งภายนอกและภายใน การเคลือบสีเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนและรังสี UV หรือการฟื้นฟูสภาพสีให้กลับมาเหมือนใหม่ ล้วนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สำหรับบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการล้าง ขัด เคลือบ หรือซ่อมสี สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้รถของคุณดูดีและพร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์

Similar Posts