จอดรถ EV ไว้เฉยๆ ก็ได้เงิน! รู้จักเทคโนโลยี V2G
- ประเด็นสำคัญของเทคโนโลยี V2G
- บทนำสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า
- เทคโนโลยี V2G คืออะไร? เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ
- กลไกการทำงานของระบบ V2G
- รูปแบบการใช้งานและประโยชน์ของเทคโนโลยี V2G
- โอกาสในการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุน
- สถานการณ์ V2G ในประเทศไทยและแนวโน้มทั่วโลก
- สรุป: อนาคตที่รถ EV เป็นมากกว่ายานพาหนะ
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด การมองว่ารถยนต์เป็นเพียงยานพาหนะอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป ลองจินตนาการว่าการ จอดรถ EV ไว้เฉยๆ ก็ได้เงิน! รู้จักเทคโนโลยี V2G ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังจะกลายเป็นความจริงในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) คือนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าของคุณให้กลายเป็น “โรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว” ที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้า สร้างรายได้ และช่วยลดค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญของเทคโนโลยี V2G
- สร้างรายได้จากรถยนต์: เทคโนโลยี V2G ช่วยให้เจ้าของรถ EV สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากแบตเตอรี่กลับสู่โครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Demand)
- ลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนและธุรกิจ: สามารถใช้พลังงานจากรถยนต์ไฟฟ้าแทนการดึงไฟจากกริดในช่วงที่ค่าไฟแพง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
- หัวใจสำคัญคือเครื่องชาร์จสองทิศทาง: การทำงานของ V2G ต้องอาศัยเครื่องชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charger) ที่สามารถทั้งชาร์จไฟเข้าและจ่ายไฟออกจากแบตเตอรี่รถยนต์ได้
- เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน: รถยนต์ไฟฟ้าที่รองรับ V2G ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าในภาพรวม และลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
- แนวโน้มสำคัญแห่งอนาคต: แม้ในประเทศไทยจะยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่ V2G ถือเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญของโลก ซึ่งหลายประเทศเริ่มมีการใช้งานจริงและออกนโยบายสนับสนุนแล้ว
บทนำสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงมาเป็นไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ศักยภาพใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน หนึ่งในนั้นคือแนวคิดที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพลังงานอัจฉริยะได้ เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid หรือ V2G ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดยเปลี่ยนมุมมองจากที่รถยนต์เป็นเพียง “ผู้บริโภค” พลังงาน ให้กลายเป็น “ผู้ผลิตและผู้สนับสนุน” พลังงานได้ในเวลาเดียวกัน แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทที่โลกกำลังมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดและต้องการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความยืดหยุ่นสูงขึ้น เจ้าของรถ EV, ผู้ประกอบการ, และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานจึงควรให้ความสนใจกับเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันคืออนาคตที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
เทคโนโลยี V2G คืออะไร? เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ
Vehicle-to-Grid (V2G) คือระบบเทคโนโลยีที่อนุญาตให้พลังงานไฟฟ้าไหลได้สองทิศทางระหว่างแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ แทนที่รถยนต์ EV จะทำหน้าที่เพียงรับไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการขับขี่เพียงอย่างเดียว เทคโนโลยี V2G จะทำให้รถยนต์สามารถ “จ่าย” หรือ “ขาย” พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่กลับคืนสู่ระบบไฟฟ้าได้ในขณะที่จอดอยู่เฉยๆ
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันให้กลายเป็นหน่วยเก็บพลังงานเคลื่อนที่ (Mobile Energy Storage) ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถช่วยสร้างสมดุลให้กับโครงข่ายไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ที่ระบบอาจมีความตึงเครียดสูง การดึงพลังงานจากรถ EV จำนวนมากกลับเข้าสู่ระบบจะช่วยลดภาระของโรงไฟฟ้าหลักและเพิ่มเสถียรภาพของกริดได้อย่างมีนัยสำคัญ
หลักการทำงานเบื้องหลัง Vehicle-to-Grid
หลักการพื้นฐานของ V2G คือการบริหารจัดการการไหลของพลังงานอย่างชาญฉลาด โดยใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่รถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งจากการสำรวจพบว่ารถยนต์ส่วนตัวมักจะจอดอยู่เฉยๆ มากกว่า 95% ของเวลาทั้งหมด ช่วงเวลาเหล่านี้คือโอกาสทองในการนำพลังงานที่เก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายไฟกลับเข้าบ้านเพื่อลดค่าไฟ, จ่ายไฟให้อาคารเพื่อลดค่าไฟช่วง Peak หรือขายคืนให้กับการไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้โดยตรง
กลไกการทำงานของระบบ V2G
เพื่อให้แนวคิด V2G เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไปดังนี้
เครื่องชาร์จสองทิศทาง (Bidirectional Charger): หัวใจสำคัญของระบบ
องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี V2G คือ เครื่องชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charger) ซึ่งแตกต่างจากเครื่องชาร์จ EV ทั่วไป (Unidirectional Charger) ที่ทำหน้าที่เพียงดึงไฟฟ้าจากกริดมาชาร์จเข้าแบตเตอรี่รถยนต์เท่านั้น เครื่องชาร์จสองทิศทางถูกออกแบบมาให้สามารถแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากกริดเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และในทางกลับกันก็สามารถแปลงไฟฟ้า DC จากแบตเตอรี่รถยนต์กลับเป็นไฟฟ้า AC เพื่อจ่ายคืนสู่กริด, บ้าน หรืออาคารได้
เครื่องชาร์จเหล่านี้ต้องทำงานภายใต้มาตรฐานและโปรโตคอลการสื่อสารที่ซับซ้อน เช่น ISO 15118-20 เพื่อให้สามารถสื่อสารกับรถยนต์และระบบจัดการพลังงานของกริดได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเครื่องชาร์จที่รองรับเทคโนโลยีนี้ เช่น ABB Terra DC Wallbox
กลยุทธ์สร้างรายได้: การเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาไฟฟ้า
กลไกการสร้างรายได้หลักของ V2G อาศัยหลักการ “Energy Arbitrage” หรือการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งราคาไฟฟ้ามักจะแปรผันไปตามช่วงเวลาของวัน โดยมีราคาถูกในช่วงที่มีความต้องการใช้น้อย (Off-Peak) เช่น กลางดึก และมีราคาสูงในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก (Peak) เช่น ช่วงเย็นหลังเลิกงาน
เจ้าของรถ EV สามารถตั้งค่าให้ระบบชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ในช่วง Off-Peak ที่ค่าไฟถูก และตั้งค่าให้ขายไฟฟ้าคืนสู่กริดในช่วง Peak ที่ค่าไฟแพง ส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นนี้จะกลายเป็นรายได้หรือเครดิตค่าไฟฟ้าสำหรับเจ้าของรถยนต์ ซึ่งเป็นการใช้สินทรัพย์ (รถยนต์) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแม้ในขณะที่จอดอยู่
ระบบควบคุมอัจฉริยะ: AI และ IoT เพื่อการจัดการที่ปลอดภัย
การบริหารจัดการพลังงานในระบบ V2G ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัย ระบบควบคุมอัจฉริยะ ที่ผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) เข้าไว้ด้วยกัน ระบบนี้จะทำหน้าที่สำคัญหลายประการ:
- ตรวจสอบและพยากรณ์: วิเคราะห์รูปแบบการใช้รถของเจ้าของ, พยากรณ์ความต้องการพลังงานของกริด และคาดการณ์ราคาไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา
- ตัดสินใจอัตโนมัติ: ตัดสินใจว่าจะชาร์จหรือจ่ายไฟตอนไหน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการเงิน โดยไม่กระทบต่อการใช้งานรถยนต์ของเจ้าของ
- ปกป้องสุขภาพแบตเตอรี่: กำหนดขีดจำกัดการคายประจุเพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่ลดต่ำเกินไป (เช่น ตั้งค่าไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 60%) ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เว้นแต่เจ้าของจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
- เชื่อมต่อและชำระเงิน: บูรณาการเข้ากับระบบจัดการทรัพย์สิน (Property Management Systems) เพื่อความสะดวกในการคิดค่าบริการและการชำระเงินโดยอัตโนมัติ
รูปแบบการใช้งานและประโยชน์ของเทคโนโลยี V2G
เทคโนโลยี V2G สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ โดยสามารถสรุปรูปแบบการใช้งานหลักๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| รูปแบบการใช้งาน | ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ | ประโยชน์หลัก |
|---|---|---|
| V2G (Vehicle-to-Grid) | ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้า | สร้างรายได้โดยตรงจากนโยบาย Net Metering และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กริด |
| V2B (Vehicle-to-Building) | จ่ายไฟฟ้าสำรองให้กับอาคารพาณิชย์ เช่น ศูนย์ข้อมูล, ร้านค้าปลีก, หรือสำนักงาน | ลดค่าไฟฟ้าในช่วง Peak Demand ของอาคาร, เป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉิน |
| V2H (Vehicle-to-Home) | จ่ายไฟฟ้าจากรถยนต์กลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน | ลดค่าไฟในครัวเรือนโดยใช้ไฟฟ้าจากรถแทนการดึงจากกริดในช่วงค่าไฟแพง |
| V2L (Vehicle-to-Load) | จ่ายไฟฟ้าจากรถเพื่อใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรง (เช่น BYD V2L) | ใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง, แคมป์ปิ้ง, หรือไซต์งานก่อสร้าง |
| V2Camp | รถยนต์ของแขกที่มาพักในแคมป์ปิ้งหรือที่พักทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรอง | ผู้เข้าพักได้รับส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ, ผู้ประกอบการมีความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้น |
โอกาสในการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุน
เทคโนโลยี V2G ไม่ใช่แค่แนวคิดในทฤษฎี แต่ได้เริ่มสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในด้านการเงินและสิ่งแวดล้อมแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
สำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
ประโยชน์ที่จับต้องได้มากที่สุดสำหรับเจ้าของ EV คือการสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย ตัวอย่างโครงการนำร่องในต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม เช่น:
- ส่วนลดค่าบริการ: บางโครงการมอบส่วนลดค่าบริการรายวัน เช่น ส่วนลด 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน เพื่อแลกกับการอนุญาตให้ระบบดึงพลังงานจากรถยนต์
- สิทธิประโยชน์พิเศษ: ในธุรกิจแคมป์ปิ้งหรือโรงแรม อาจมอบสิทธิพิเศษ เช่น ฟืนฟรี หรือส่วนลดค่าที่พัก ให้กับแขกที่ยินยอมให้รถ EV ของตนเป็นแหล่งพลังงานสำรอง (เช่น ยอมให้ดึงพลังงาน 40% ของแบตเตอรี่)
- เครดิตสะสม: โปรแกรมอย่าง “Charge & Save” ของบริษัท Target ในสหรัฐอเมริกา มอบเครดิตสะสมที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้
สำหรับภาคธุรกิจและอาคารพาณิชย์
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เทคโนโลยี V2B (Vehicle-to-Building) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีศึกษาจาก Schneider Electric พบว่าการติดตั้งที่จอดรถ EV ที่รองรับ V2B สามารถชดเชยการใช้พลังงานในช่วง Peak ได้ถึง 10-15% ซึ่งนำไปสู่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงถึง 15-30% และสามารถคืนทุนค่าติดตั้งเครื่องชาร์จ (ประมาณ 4,000-6,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ได้ภายในระยะเวลาเพียง 3-5 ปี
ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางการเงินแล้ว V2G ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พลังงานส่วนเกินจากแสงอาทิตย์หรือลมที่ผลิตได้ในตอนกลางวันสามารถนำมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่รถ EV และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือลม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่สะอาดและมั่นคงยิ่งขึ้น
สถานการณ์ V2G ในประเทศไทยและแนวโน้มทั่วโลก
แม้ว่าเทคโนโลยี V2G จะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาปรับใช้ในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายภาครัฐ
ศักยภาพและความท้าทายในประเทศไทย
ในประเทศไทย แนวคิด V2G ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือขั้นทดลองเป็นส่วนใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็น “โรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว” เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญหลายประการที่ต้องแก้ไข:
- นโยบาย Net Metering: ปัจจุบันนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคประชาชน (Net Metering) ยังไม่มีความชัดเจนและไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้จากการขายไฟคืนเข้าระบบอย่างเต็มที่
- โครงสร้างภาษี: ประเด็นด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อขายไฟฟ้ายังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบ
- ความยืดหยุ่นของกริด: โครงข่ายไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันอาจยังไม่ “ฉลาด” (Smart Grid) และยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการไหลของไฟฟ้าสองทิศทางจากแหล่งกำเนิดขนาดเล็กจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ต้นทุนการติดตั้ง: ราคาของเครื่องชาร์จสองทิศทางยังคงสูงกว่าเครื่องชาร์จทั่วไป ทำให้การตัดสินใจลงทุนในระดับครัวเรือนยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ความก้าวหน้าในต่างประเทศ
ในทางกลับกัน หลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้เริ่มดำเนินโครงการ V2G ในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีกลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi เป็นผู้บุกเบิก มีการใช้งานจริงในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โครงการแคมป์ปิ้งที่ใช้รถ EV ของผู้เข้าพักเป็นแหล่งพลังงานสำรอง ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้ที่จอดรถ EV เพื่อลดค่าไฟฟ้าในช่วง Peak Demand ทำให้เทคโนโลยี V2G กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับปี 2026 และอนาคตต่อไป รถยนต์ที่รองรับเทคโนโลยีนี้จะต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์สำหรับการชาร์จสองทิศทางมาจากโรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีในรถยนต์บางรุ่น เช่น Nissan Leaf และคาดว่าจะมีใน EV รุ่นใหม่ๆ มากขึ้น
สรุป: อนาคตที่รถ EV เป็นมากกว่ายานพาหนะ
เทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) กำลังปฏิวัติวงการยานยนต์และพลังงานอย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนสถานะของรถยนต์ไฟฟ้าจากการเป็นเพียงผู้บริโภคพลังงานให้กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในระบบนิเวศพลังงานอัจฉริยะ การจอดรถไว้เฉยๆ ไม่ใช่เรื่องสูญเปล่าอีกต่อไป แต่คือโอกาสในการสร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน แม้ในประเทศไทยจะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ด้วยแนวโน้มของโลกที่มุ่งไปในทิศทางนี้อย่างชัดเจน จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า V2G จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ใช้รถ EV ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีอันล้ำค่า จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการติดตามนวัตกรรมใหม่ๆ การดูแลรักษาสภาพภายนอกของรถให้สวยงามอยู่เสมอไม่เพียงแต่ช่วยคงมูลค่าของรถ แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลกอีกด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ทุกประเภทในจังหวัดขอนแก่นให้ดูดีเหมือนใหม่เสมอ HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้าง ขัด เคลือบสี ไปจนถึงการซ่อมแซมสี ด้วยทีมงานมืออาชีพและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เพื่อให้รถของคุณพร้อมสำหรับทุกนวัตกรรมแห่งอนาคต
ที่อยู่: 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00–18.00 น.
เบอร์โทรศัพท์: 066-156-9878
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับบริการ: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม