ai generated 180

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีรถ EV ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2026

สารบัญ

ปี 2568 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย กับสถานการณ์ โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีรถ EV ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2026 ที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคารถยนต์ไฟฟ้าและต้นทุนการเป็นเจ้าของในอนาคต

  • มาตรการลดหย่อนภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุด 80% และเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน จะมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2568 เป็นหลัก
  • นโยบาย EV 3.5 คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอยู่ในขณะนี้ และจะมีการทบทวนเกณฑ์การสนับสนุนอีกครั้งในปี 2569 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ กำลังเร่งจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างหนักในช่วงปลายปี 2568 เพื่อระบายสต็อกและกระตุ้นยอดขาย ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ซื้อ
  • ทิศทางนโยบายหลังปี 2568 ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นของราคารถยนต์ไฟฟ้าหากมาตรการสนับสนุนลดน้อยลงหรือสิ้นสุดไป

สถานการณ์ โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีรถ EV ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2026 ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐซึ่งประกอบด้วยเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้มีกรอบเวลาที่จำกัด และกำลังจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อสิ้นสุดปี 2568 บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลกระทบต่อตลาด และสิ่งที่ผู้บริโภคควรเตรียมพร้อมก่อนที่เกณฑ์การสนับสนุนจะถูกปรับเปลี่ยนในปี 2569

ภาพรวมมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน

โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีรถ EV ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2026 - last-call-ev-subsidy-2025

รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษทางอากาศ สร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ กลไกหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้คือ “มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV 3.5)” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 ควบคู่ไปกับพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนภายในกรอบเวลาที่กำหนด มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นให้กับผู้ซื้อ และจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรตระหนักว่าสิทธิประโยชน์สูงสุดที่ได้รับในปัจจุบันนั้นมีเงื่อนไขด้านเวลาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการลดหย่อนภาษีประจำปีซึ่งจะสิ้นสุดสำหรับรถที่จดทะเบียนใหม่หลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

เจาะลึกสิทธิประโยชน์เต็มหน่วยที่กำลังจะสิ้นสุด

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสำคัญของช่วงเวลานี้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของสิทธิประโยชน์แต่ละส่วนที่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับ หากตัดสินใจซื้อและจดทะเบียนภายในปี 2568

การลดหย่อนภาษีประจำปีสูงสุด 80%

หนึ่งในมาตรการจูงใจที่ชัดเจนที่สุดคือการลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle: BEV) ที่จดทะเบียนใหม่ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ถึง 10 พฤศจิกายน 2568 โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีในอัตราร้อยละ 80 ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน สิทธิประโยชน์นี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาประจำปีได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบางรุ่นอาจมีภาระภาษีประจำปีแรกเหลือเพียงหลักสิบบาท (เช่น 25 บาท) ในขณะที่รถขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็ยังคงมีค่าภาษีที่ต่ำกว่ารถยนต์น้ำมันในพิกัดเดียวกันอย่างมาก นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ โดยลดค่าภาษีจากเดิม 50 บาทต่อปี เหลือเพียง 10 บาทต่อปี เป็นเวลา 1 ปีเช่นกัน

เงินอุดหนุนโดยตรงภายใต้มาตรการ EV 3.5

มาตรการ EV 3.5 เป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าน่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น ภายใต้มาตรการนี้ ผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จากค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐโดยตรงสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน (สำหรับรถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตามเกณฑ์) เงินจำนวนนี้จะถูกนำมาใช้เป็นส่วนลดจากราคาจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถ EV ได้ในราคาที่ลดลงจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นยอดขายในตลาดอย่างมหาศาล

สิทธิประโยชน์ด้านการนำเข้าสำหรับผู้ประกอบการ

นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริโภคโดยตรงแล้ว ภาครัฐยังสนับสนุนฝั่งผู้ประกอบการด้วยการลดอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) สูงสุดถึง 20% สำหรับรถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายระหว่าง 2-7 ล้านบาท มาตรการนี้ช่วยให้ผู้นำเข้าสามารถทำราคาแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบการจะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนดในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบร่างกฎหมายลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

สถานการณ์ตลาดรถ EV ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

การที่มาตรการสนับสนุนต่าง ๆ กำลังจะสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงในปี 2569 ได้สร้างบรรยากาศที่เรียกว่า “โค้งสุดท้าย” ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ

สงครามราคาและโปรโมชั่นจากค่ายรถยนต์

ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่างตระหนักดีว่าแรงจูงใจจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ ด้วยความกังวลว่าหากเงินอุดหนุนลดลงหรือหมดไปในปี 2569 อาจทำให้ยอดขายชะลอตัวลง หลายค่ายจึงเร่งจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างดุเดือดในช่วงปลายปี 2568 โปรโมชั่น “ลดคันละแสน” หรือมากกว่านั้น กลายเป็นกลยุทธ์ทั่วไปที่พบเห็นได้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อก่อนที่สิทธิประโยชน์จะหมดอายุลง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดสภาวะตลาดของผู้ซื้อ (Buyer’s Market) ที่มีตัวเลือกหลากหลายและได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด

ยอดจดทะเบียนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกยืนยันถึงผลกระทบเชิงบวกของมาตรการสนับสนุน โดยระบุว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคตอบรับกับนโยบายลดหย่อนภาษีสูงสุด 80% และเงินอุดหนุนเป็นอย่างดี และเร่งตัดสินใจเพื่อรับสิทธิ์ก่อนกำหนดเวลา

ศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต EV

นโยบายของภาครัฐไม่เพียงแต่กระตุ้นการซื้อในประเทศ แต่ยังวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านสู่การผลิต EV อีกด้วย ความสำเร็จที่น่าจับตามองคือการที่ประเทศไทยเริ่มมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ล็อตแรกจำนวน 660 คัน ในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแสดงศักยภาพสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังคงต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาขายในประเทศ

อนาคตตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยหลังปี 2568

เมื่อมองข้ามผ่านปี 2568 ไป ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยยังคงมีความท้าทายและความไม่แน่นอนรออยู่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจำเป็นต้องเตรียมการรับมือ

ความท้าทายจากความไม่แน่นอนของนโยบาย

จนถึงปัจจุบัน ภาครัฐยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ในปี 2569 และ 2570 ภายใต้กรอบ EV 3.5 ความไม่แน่นอนนี้สร้างความกังวลให้กับทั้งผู้ประกอบการที่ต้องวางแผนการผลิตและนำเข้า และผู้บริโภคที่กำลังรอประเมินทิศทางราคาในอนาคต คำถามสำคัญคือ อัตราภาษี เงินอุดหนุน และเงื่อนไขต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ซึ่งคำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวกำหนดพลวัตของตลาดในระยะต่อไป

ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อรถ EV

สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดที่ได้รับในปัจจุบันเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2568 เท่านั้น การตัดสินใจซื้อในช่วงเวลานี้จึงหมายถึงการได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก่อนที่มาตรการจะเปลี่ยนแปลงหรือหมดอายุลง

หลังปี 2569 มีความเป็นไปได้ที่กฎเกณฑ์ใหม่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น หรือเงินอุดหนุนอาจถูกปรับลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นโดยตรง ดังนั้น การประเมินความพร้อมและตัดสินใจภายในปี 2568 จึงเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง

เปรียบเทียบนโยบายส่งเสริม EV: ไทยกับนานาชาติ

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบนโยบายของไทยกับต่างประเทศสามารถสะท้อนถึงทิศทางและความเร่งด่วนของสถานการณ์ปัจจุบันได้

ตารางเปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และสวีเดน ณ ปี 2568
ประเทศ มาตรการภาษี/เงินอุดหนุน EV สถานะ/กรอบเวลา หมายเหตุ
ไทย ลดภาษีประจำปีสูงสุด 80%, เงินอุดหนุน 100,000 บาท ถึงสิ้นปี 2568 (สำหรับสิทธิ์สูงสุด) ตลาดมีการแข่งขันด้านโปรโมชั่นสูงในช่วงโค้งสุดท้าย
สหรัฐอเมริกา เครดิตภาษีสูงสุด $7,500 (ประมาณ 270,000 บาท) มีจนถึงปี 2025/2026 มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเร็วขึ้น
สวีเดน ยกเว้นภาษีสำหรับรถ EV บางประเภท ถึงปี 2027 มีแผนทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนทั้งหมด

จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้หลายประเทศจะยังมีมาตรการสนับสนุนอยู่ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทยอยปรับลดหรือยกเลิกในอนาคตเช่นกัน สำหรับประเทศไทย กรอบเวลาที่ชัดเจนถึงสิ้นปี 2568 ทำให้สถานการณ์มีความเร่งด่วนมากกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีกรอบเวลานานกว่า ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของช่วงเวลานี้

บทสรุป: ทำไมปี 2568 จึงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อ

โดยสรุป ปี 2568 คือช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การผสมผสานระหว่างมาตรการลดหย่อนภาษีประจำปีสูงสุด 80%, เงินอุดหนุนโดยตรง 100,000 บาทจากมาตรการ EV 3.5, และการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตที่เร่งจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ก่อให้เกิดสภาวะที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุดในรอบหลายปี

สถานการณ์ โค้งสุดท้าย! ลดหย่อนภาษีรถ EV ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2026 ไม่ใช่เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของตลาดที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ความไม่แน่นอนของนโยบายในอนาคตหมายความว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับในปัจจุบันอาจไม่ถูกนำกลับมาใช้อีกในรูปแบบเดิม ดังนั้น การตัดสินใจในช่วงเวลานี้จึงเป็นการคว้าโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าด้วยต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ภูมิทัศน์ของตลาดจะเปลี่ยนไป

ดูแลรถ EV คันใหม่ให้สมบูรณ์แบบ

เมื่อได้เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่แล้ว การดูแลรักษาสภาพรถให้สวยงามและสมบูรณ์อยู่เสมอถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รถคู่ใจยังคงความเงางามและสะท้อนถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สำหรับผู้ที่สนใจดูแลรถยนต์ไฟฟ้าคันโปรดให้สวยงามเหมือนใหม่เสมอ สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ซึ่งมีบริการดูแลรักษาสภาพสีรถยนต์ครบวงจรในขอนแก่น ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบปกป้อง ไปจนถึงการซ่อมสี เพื่อให้รถ EV ของท่านโดดเด่นและอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดตลอดการใช้งาน

Similar Posts