ai generated 107

โค้งสุดท้าย! ภาษีนำเข้า EV จบปีนี้? รีบซื้อก่อนราคาพุ่ง

สารบัญ

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคโดยตรง กับประเด็น โค้งสุดท้าย! ภาษีนำเข้า EV จบปีนี้? รีบซื้อก่อนราคาพุ่ง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้น มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น กำลังจะสิ้นสุดลงภายในสิ้นปีนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งสัญญาณถึงแนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) ที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีถัดไป

ภาพรวมสถานการณ์ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า

โค้งสุดท้าย! ภาษีนำเข้า EV จบปีนี้? รีบซื้อก่อนราคาพุ่ง - last-chance-buy-import-ev

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการใช้งานและสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม มาตรการสนับสนุนเหล่านี้มีระยะเวลาที่กำหนดไว้ และการสิ้นสุดลงของมาตรการบางอย่าง โดยเฉพาะด้านภาษีนำเข้า ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • การสิ้นสุดมาตรการลดภาษีนำเข้า: มาตรการลดอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากจีนที่ได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่) จากอัตราปกติที่สูงถึง 40% ให้เหลือ 0% จะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2566
  • แนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น: การกลับไปใช้อัตราภาษีนำเข้าเดิมจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น
  • นโยบายระยะยาวของภาครัฐ: รัฐบาลกำลังเปลี่ยนทิศทางการสนับสนุนจากการนำเข้า ไปสู่การส่งเสริมให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ หรือที่เรียกว่านโยบาย EV 4.0
  • ช่วงเวลาทองของผู้ซื้อ: ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนสิ้นปีจึงเปรียบเสมือน “โค้งสุดท้าย” สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าในราคาที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการทางภาษี

ทำความเข้าใจมาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐ

เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ภาครัฐได้นำมาใช้เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยหลายส่วนสำคัญที่ทำงานร่วมกัน

หัวใจสำคัญ: การลดหย่อนอากรนำเข้า

มาตรการที่ส่งผลต่อราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าโดยตรงที่สุดคือการลดหย่อนอากรศุลกากร จากเดิมที่รถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องเสียภาษีในอัตราสูง (สูงสุดถึง 80% สำหรับบางประเทศ และ 40% สำหรับประเทศที่ไม่มีข้อตกลงพิเศษ) รัฐบาลได้ประกาศลดอัตราอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ลงเหลือ 0% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2566

มาตรการนี้เปรียบเสมือนการมอบส่วนลดขนาดใหญ่ให้กับผู้นำเข้า ซึ่งทำให้ค่ายรถยนต์ โดยเฉพาะแบรนด์จากประเทศจีน เช่น BYD และ NETA สามารถทำราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจและแข่งขันได้ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การสิ้นสุดมาตรการนี้จึงหมายถึงการหายไปของ “ส่วนลด” ก้อนสำคัญนี้

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

อีกหนึ่งโครงสร้างภาษีที่สำคัญคือภาษีสรรพสามิต ซึ่งคิดจากราคาขายปลีกแนะนำ ในอดีต (ปี 2561-2565) รถยนต์ไฟฟ้า BEV ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตโดยสิ้นเชิง (อัตรา 0%) เพื่อจูงใจตลาดในระยะแรก ต่อมาตั้งแต่ปี 2566-2568 ได้มีการปรับขึ้นเป็น 2% ซึ่งยังถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปภายในที่อาจมีอัตราภาษีสูงถึง 25-35% ขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แม้จะมีการปรับขึ้น แต่ภาษีสรรพสามิตในอัตรา 2% ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ราคารถ EV ไม่สูงจนเกินไป

สิทธิประโยชน์ด้านภาษีประจำปี

นอกเหนือจากภาษี ณ จุดซื้อขายแล้ว ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายในการครอบครอง โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ถึง 10 พฤศจิกายน 2568 โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีลง 80% เป็นระยะเวลา 3 ปีนับจากวันที่จดทะเบียน มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวให้กับเจ้าของรถ และยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปแม้มาตรการภาษีนำเข้าจะสิ้นสุดลง

ผลกระทบหลังสิ้นสุดมาตรการ: ราคา EV จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การกลับมาใช้อัตราภาษีนำเข้าตามปกติหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2566 จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคารถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริโภคจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การคำนวณต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะมาจากอากรนำเข้าที่กลับมาเป็น 40% (สำหรับรถที่นำเข้าจากจีนภายใต้กรอบข้อตกลงทั่วไป) ภาษีส่วนนี้จะถูกคำนวณจากราคา CIF (Cost, Insurance, and Freight) หรือต้นทุนของตัวรถรวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งมายังประเทศไทย เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ราคาตั้งต้นก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นๆ ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาขายปลีกสุดท้ายปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้าถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเร็วขึ้น

ตารางเปรียบเทียบราคาคาดการณ์

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตารางเปรียบเทียบราคาจำหน่ายในปัจจุบันกับราคาคาดการณ์หลังสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมบางรุ่นที่นำเข้าจากประเทศจีน

ตารางเปรียบเทียบราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (ปัจจุบัน) และราคาคาดการณ์หลังสิ้นสุดมาตรการลดภาษีนำเข้า (ตัวเลขเป็นเพียงการประมาณการเพื่อแสดงผลกระทบเท่านั้น)
รุ่นรถยนต์ (ตัวอย่าง) ราคาปัจจุบัน (โดยประมาณ) ราคาคาดการณ์หลังปรับภาษี (โดยประมาณ)
NETA V 549,000 บาท 690,000 – 750,000 บาท
BYD Dolphin (Standard Range) 699,999 บาท 850,000 – 920,000 บาท
BYD ATTO 3 (Standard Range) 1,099,900 บาท 1,300,000 – 1,400,000 บาท

ทิศทางอนาคต: จากผู้นำเข้าสู่ฐานการผลิต (EV 4.0)

การสิ้นสุดมาตรการลดภาษีนำเข้าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะยุติการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย EV 4.0

เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของภาครัฐ

นโยบาย ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 2569 และแผนระยะยาวมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย การยกเลิกสิทธิประโยชน์สำหรับการนำเข้าจึงเป็นแรงผลักดันทางอ้อมให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ต้องเร่งแผนการผลิตในประเทศเพื่อที่จะสามารถแข่งขันด้านราคาได้ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ

บริบทตลาดโลกและโอกาสของประเทศไทย

สถานการณ์ในตลาดโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีแนวโน้มที่จะตั้งกำแพงภาษีกับรถ EV จีน มากขึ้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของตน ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีนโยบายที่เปิดกว้างและมีศักยภาพด้านการผลิตยานยนต์อยู่แล้ว กลายเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน การเปลี่ยนผ่านนโยบายในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมโลก และเป็นการวางตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีสากล

คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจ

สำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าควรตัดสินใจอย่างไร และเมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด

“ซื้อรถ EV ตอนไหนดี”: ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดหรือไม่?

หากพิจารณาจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว ช่วงเวลาก่อนสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้าในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคัน (CBU) เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคาสะท้อนประโยชน์จากมาตรการทางภาษีอย่างเต็มที่ หลังจากนี้ไป มีความเป็นไปได้สูงที่รถยนต์รุ่นเดียวกันจะมีราคาจำหน่ายที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ผู้ที่มีแผนจะซื้อและมีความพร้อมอยู่แล้ว การตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้ายนี้อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณานอกเหนือจากราคา

อย่างไรก็ตาม ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ ผู้ซื้อควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน: จำนวนสถานีชาร์จสาธารณะในพื้นที่ที่ใช้งานเป็นประจำ และความเป็นไปได้ในการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
  • บริการหลังการขาย: ความน่าเชื่อถือของศูนย์บริการ จำนวนสาขา และความพร้อมของช่างและอะไหล่
  • ลักษณะการใช้งาน: ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือไม่
  • เทคโนโลยีและนวัตกรรม: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การรออาจหมายถึงการได้ใช้เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า แต่ก็ต้องแลกมากับราคาที่อาจสูงขึ้น

บทสรุป และแนวโน้มตลาด EV ไทย

การสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ซึ่งจะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันให้ผู้ที่สนใจต้องเร่งตัดสินใจซื้อภายใน “โค้งสุดท้าย” นี้เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ก็เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่แล้ว การดูแลรักษาสภาพรถให้สวยงามและสมบูรณ์อยู่เสมอถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รถของคุณคงความใหม่และสะท้อนถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การบริการดูแลรักษาสภาพสีและตัวถังรถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING เรามีบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบเซรามิก ไปจนถึงการซ่อมแซมสีเฉพาะจุด เพื่อให้รถ EV คันใหม่ของคุณเงางามและได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพ

Similar Posts