ai generated 31

ครม. เคาะ EV 3.5! เช็ครุ่นรถ EV ที่ได้ลด-รุ่นไหนราคาพุ่ง

สารบัญ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทิศทางตลาดและราคารถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นข่าวสำคัญที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมมาตรการ EV 3.5

ครม. เคาะ EV 3.5! เช็ครุ่นรถ EV ที่ได้ลด-รุ่นไหนราคาพุ่ง - new-ev-subsidy-price-change

  • ระยะเวลาดำเนินการ: มาตรการ EV 3.5 จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
  • เงินอุดหนุนสูงสุด: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะรุ่นที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเหลือไม่เกินร้อยละ 2 และลดอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ลงสูงสุดร้อยละ 40
  • ขยายขอบเขตยานพาหนะ: มาตรการนี้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภทมากขึ้น ทั้งรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เงื่อนไขการผลิตในประเทศ: ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีแผนการผลิตชดเชยการนำเข้าในประเทศ เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5: จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดยานยนต์ไทย

การที่ ครม. เคาะ EV 3.5! เช็ครุ่นรถ EV ที่ได้ลด-รุ่นไหนราคาพุ่ง นั้นถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค มาตรการนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ เนื่องจากเงินอุดหนุนและส่วนลดทางภาษีจะทำให้ราคาสุทธิของรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของภาครัฐ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้

รายละเอียดและเงื่อนไขหลักของมาตรการ EV 3.5

มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อสานต่อความสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 โดยมีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคต หลักการสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะสั้นและการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว

เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถ ขนาดแบตเตอรี่ และราคาจำหน่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • รถยนต์นั่งไฟฟ้า ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท:
    • ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป: ได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทต่อคัน
    • ขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh: ได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อคัน
  • รถกระบะไฟฟ้า ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป: ได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทต่อคัน (เฉพาะส่วนที่ผลิตในประเทศ)
  • รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป: ได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน (เฉพาะส่วนที่ผลิตในประเทศ)

นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว ยังมีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 สำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่เข้าร่วมมาตรการ และการลดอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) ในช่วง 2 ปีแรกของมาตรการ (พ.ศ. 2567-2568) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ค่ายรถยนต์สามารถทำราคาจำหน่ายที่น่าสนใจได้

ประเภทรถยนต์ที่ครอบคลุมในมาตรการ

มาตรการ EV 3.5 ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภทมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่แตกต่างกันของผู้บริโภค จากเดิมที่เน้นเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ได้มีการเพิ่มประเภทของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และรถกระบะไฟฟ้าเข้ามาด้วย ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดใหม่และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มากขึ้น การขยายความครอบคลุมนี้ยังรวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย และมีศักยภาพในการช่วยลดมลพิษทางอากาศในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่องรายชื่อรถ EV รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จาก EV 3.5

การประกาศใช้มาตรการ EV 3.5 ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 และปีต่อๆ ไปมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง คาดว่าจะมีรถ EV รุ่นใหม่ 2025 ทยอยเปิดตัวในประเทศไทยหลายรุ่น โดยเฉพาะรถยนต์จากแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายรุ่นมีคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

มาตรการสนับสนุนนี้จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทและมีขนาดแบตเตอรี่มากกว่า 50 kWh กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาท

ตารางเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ที่น่าสนใจในปี 2025 และศักยภาพในการรับสิทธิตามมาตรการ EV 3.5
รุ่นรถ EV ราคาโดยประมาณ (บาท) รายละเอียดเด่นและโอกาสรับสิทธิ
BYD Sealion 7 1,249,900 (รุ่น Premium) รถ SUV ขนาดกลาง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ทันสมัย มีโอกาสสูงที่จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท เนื่องจากราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทและขนาดแบตเตอรี่น่าจะเกิน 50 kWh
BYD Dolphin 2025 ~460,000 – 580,000 รถขนาดเล็กกะทัดรัด ดีไซน์ใหม่ ราคาเข้าถึงง่าย คาดว่าจะได้รับเงินอุดหนุนตามขนาดแบตเตอรี่ ซึ่งอาจเป็น 50,000 หรือ 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับสเปคที่นำเข้ามาจำหน่าย
XPENG G6 ยังไม่ประกาศในไทย SUV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ หากทำราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและได้รับเงินอุดหนุนเต็มจำนวน
MG IM6 / ES5 ยังไม่ประกาศราคา รถไฟฟ้ารุ่นใหม่จากค่าย MG ที่มีฐานการผลิตในไทย ซึ่งน่าจะสามารถทำราคาได้ดีและผ่านเกณฑ์ของมาตรการ EV 3.5 ได้ไม่ยาก
Aion V 1,029,900 SUV 5 ที่นั่ง วิ่งได้ไกล ด้วยราคาและสเปคแบตเตอรี่ที่คาดว่าจะเกิน 50 kWh ทำให้เข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทอย่างแน่นอน
Geely EX5 Pro / Max 899,000 – 989,000 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถ EV ในราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และคาดว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้เต็มที่

รถยนต์ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะรุ่นที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทและมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ราคาสุทธิหลังหักเงินอุดหนุนมีความน่าดึงดูดใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ราคารถ EV บางรุ่นปรับตัวสูงขึ้น

แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 จะช่วยลดราคารถยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม แต่ก็มีปัจจัยบางประการที่อาจส่งผลให้ราคารถ EV บางรุ่นปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน ประการแรกคือ ความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะอุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่การปรับราคาของผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย

ประการที่สองคือ ต้นทุนการนำเข้าและโลจิสติกส์ ที่อาจมีความผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ เงื่อนไขการผลิตชดเชยในประเทศอาจทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนในระยะแรก ซึ่งอาจสะท้อนมายังราคาจำหน่ายได้บ้างในบางรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการหรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ของมาตรการ EV 3.5 อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้มีราคาสูงกว่าคู่แข่งที่เข้าร่วมโครงการอย่างชัดเจน

บทสรุป: อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและแนวโน้มราคา

มติ ครม. ที่เห็นชอบมาตรการ EV 3.5 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน มาตรการนี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านเงินอุดหนุนและส่วนลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ราคารถ EV มีความน่าสนใจและเข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดในปี 2568 จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่และรุ่นรถที่หลากหลาย ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่จะมีตัวเลือกมากขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศราคาอย่างเป็นทางการจากแต่ละค่ายอีกครั้ง รวมถึงพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจ เช่น ศูนย์บริการ ค่าบำรุงรักษา และเทคโนโลยีของรถแต่ละรุ่น

การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การดูแลรักษาสีและสภาพรถให้เหมือนใหม่อยู่เสมอคือสิ่งสำคัญถัดมา สำหรับบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ทั้งการล้าง ขัด เคลือบสี และซ่อมแซมสีรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดขอนแก่น สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING เพื่อให้รถคันใหม่ของคุณสวยงามและพร้อมใช้งานในทุกเส้นทาง

Similar Posts