EV 4.0 มาแน่? ส่องนโยบายใหม่ ดันราคา EV ไทยไปทางไหน
- ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายใหม่
- ถอดรหัสมาตรการปัจจุบัน (EV 3.5): รากฐานสำคัญสู่อนาคต
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
- พลวัตตลาดและแนวโน้มราคา EV ในประเทศ
- วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน
- ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าบนเส้นทางสู่ EV 4.0
- สรุปการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและผลกระทบที่คาดการณ์
- ทิศทางตลาด EV ไทย: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
- บทสรุป: อนาคตของ EV ไทยอยู่บนทางแยก
- ดูแลรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณให้เงางามอยู่เสมอ
ขณะที่นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 3.5 (EV 3.5) กำลังดำเนินไปจนถึงปี พ.ศ. 2568 คำถามที่ว่า EV 4.0 มาแน่? ส่องนโยบายใหม่ ดันราคา EV ไทยไปทางไหน ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของทั้งผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านนโยบายครั้งนี้จะกำหนดทิศทางของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และการแข่งขันในระดับภูมิภาค
ประเด็นสำคัญที่คุณจะได้อ่าน
- สถานะปัจจุบัน: นโยบาย EV 3.5 (พ.ศ. 2567–2570) คือกรอบการทำงานหลักในปัจจุบันที่ให้เงินอุดหนุน ลดหย่อนภาษี และส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้างฐานการผลิตและกระตุ้นตลาดในประเทศ
- ทิศทางในอนาคต: แม้ “EV 4.0” ยังไม่ใช่ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
- ปัจจัยด้านราคา: ราคา EV ในปัจจุบันได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ในอนาคตภายใต้นโยบายใหม่ อาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเงินอุดหนุน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่าย
- โครงสร้างพื้นฐาน: การขยายสถานีชาร์จสาธารณะอย่างรวดเร็วทั่วประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางและสนับสนุนให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง
- การแข่งขันในภูมิภาค: นโยบายใหม่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น ผ่านกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและมาตรการจูงใจด้านการลงทุน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอาเซียน
ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยภายใต้นโยบายใหม่
คำถามที่ว่า EV 4.0 มาแน่? ส่องนโยบายใหม่ ดันราคา EV ไทยไปทางไหน สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันประเทศไทยดำเนินนโยบายภายใต้กรอบ EV 3.5 ซึ่งมีเป้าหมายในการวางรากฐานให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นโยบายดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาล ทำให้อัตราการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลก
เมื่อนโยบาย EV 3.5 เข้าสู่ช่วงท้าย สิ่งที่ตามมาคือการวางแนวทางสำหรับเฟสต่อไป ซึ่งถูกกล่าวถึงในนาม “EV 4.0” แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางที่คาดการณ์ไว้จะมุ่งเน้นการพัฒนาที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าเดิม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในมิติของ “ราคา” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น การทำความเข้าใจวิวัฒนาการของนโยบายจาก EV 3.5 ไปสู่ EV 4.0 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินภูมิทัศน์ของตลาด EV ไทยในอนาคต
ถอดรหัสมาตรการปัจจุบัน (EV 3.5): รากฐานสำคัญสู่อนาคต
นโยบาย EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2567-2570 ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาด EV ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนภายใต้ยุทธศาสตร์ 30@30 คือการผลักดันให้มีการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 มาตรการภายใต้นโยบายนี้ประกอบด้วยหลายมิติที่ทำงานประสานกัน
สิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุน
หัวใจของนโยบาย EV 3.5 คือการใช้มาตรการจูงใจแบบครบวงจรเพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อมอบเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินและทำให้ราคา EV เข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและอากรศุลกากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าและผลิตในประเทศ ในฝั่งของผู้ผลิต คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 7.12 พันล้านบาท (ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อดึงดูดให้เกิดการตั้งฐานการผลิตในประเทศ โดยตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ไร้มลพิษ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 675,000 คันต่อปีภายในปี 2573
กฎเกณฑ์การผลิตและการส่งออกที่ยืดหยุ่น
หนึ่งในการปฏิรูปที่สำคัญในปี พ.ศ. 2568 คือการอนุญาตให้ผู้ผลิตยานยนต์สามารถนับยอดการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยโควตาการผลิตในประเทศได้ โดยมีอัตราส่วนการชดเชยอยู่ที่ 1.5:1 (ส่งออก 1.5 คัน เทียบเท่าการผลิตในประเทศ 1 คัน) การเปลี่ยนแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ผลิตและส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในระดับภูมิภาค คาดการณ์ว่าการปฏิรูปนี้จะช่วยผลักดันยอดส่งออก EV ของไทยให้สูงถึง 12,500 คันในปี 2568 และเพิ่มเป็น 52,000 คันภายในปี 2569
การส่งเสริมระบบนิเวศ EV ครบวงจร
นโยบาย EV 3.5 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การประกอบรถยนต์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศ มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการส่งเสริมการลงทุนจากการมุ่งเน้นโรงงานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร ซึ่งรวมถึงการผลิตแบตเตอรี่, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ, และการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) โครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการและยั่งยืน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้และกำลังเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าหมายให้มีสถานีชาร์จมากกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2568
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จแล้วกว่า 3,700 แห่ง พร้อมหัวชาร์จรวม 11,600 หัว ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหัวชาร์จแบบกระแสตรง (DC Fast Chargers) ที่ชาร์จได้รวดเร็วกว่า 6,000 หัว การขยายตัวไม่ได้กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพมหานคร แต่ยังครอบคลุมเส้นทางหลวงสายหลัก เช่น กรุงเทพฯ–ระยอง และ กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ รวมถึงหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในลักษณะนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ (Range Anxiety) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของผู้ที่พิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และเป็นการปูทางให้การใช้งาน EV เป็นเรื่องสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทั่วประเทศ
พลวัตตลาดและแนวโน้มราคา EV ในประเทศ
การสนับสนุนจากภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ทำให้ตลาด EV ในประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อัตราการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2568 มีการจดทะเบียนรถ BEV ใหม่จำนวน 57,289 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 15% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มครัวเรือนในเมืองที่มีรายได้ปานกลางเริ่มมองว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีความคุ้มค่าและสามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปภายในได้ เมื่อพิจารณาจากเงินอุดหนุนและค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ประหยัดลง นอกจากนี้ การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มธุรกิจ (Fleet Electrification) ก็กำลังเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มบริการเรียกรถ (Ride-hailing) และบริการจัดส่งสินค้า
การวิเคราะห์แนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
แม้ว่านโยบายด้านราคาภายใต้ EV 4.0 จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่แนวโน้มปัจจุบันชี้ให้เห็นทิศทางที่น่าสนใจ ราคา EV ที่เข้าถึงง่ายในปัจจุบันเป็นผลโดยตรงจากมาตรการจูงใจต่างๆ ทั้งเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นและตลาดเติบโตเต็มที่ มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญว่ารัฐบาลอาจพิจารณาทยอยลดเงินอุดหนุนบางส่วนลง เพื่อปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเต็มที่ หรืออาจมีการนำเสนอโครงสร้างภาษีรูปแบบใหม่เพื่อสร้างสมดุลทางการคลัง
ประเด็นเรื่องการคงอยู่ของเงินอุดหนุนจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางราคา EV ในระยะต่อไป ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมต่างจับตามองการตัดสินใจของภาครัฐอย่างใกล้ชิด
วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน
ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงศูนย์กลางการผลิตและประกอบรถยนต์ ไปสู่การเป็นผู้เล่นคนสำคัญในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร การตัดสินใจอนุญาตให้ใช้ยอดส่งออกเพื่อชดเชยโควตาการผลิตในประเทศ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ (Localization) กำลังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และดึงดูดนักลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างก็กำลังเร่งพัฒนานโยบายด้าน EV ของตนเองเช่นกัน
ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าบนเส้นทางสู่ EV 4.0
แม้ว่าภาพรวมจะดูสดใส แต่เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:
- ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถขนาดใหญ่: การเปลี่ยนผ่านในกลุ่มรถบรรทุกและรถกระบะยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ คาดการณ์ว่า EV จะมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เพียง 19% ภายในปี พ.ศ. 2583 โดยส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ในการใช้งานระยะสั้นและเฉพาะทาง
- การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ไฮบริด: แม้ว่ารถยนต์ไฮบริดจะยังคงได้รับความนิยมในฐานะเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน แต่ทิศทางของรัฐบาลมีความชัดเจนในการผลักดันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) ซึ่งเห็นได้จากข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษและการผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่เข้มงวดขึ้นสำหรับสิทธิประโยชน์ในอนาคต
- ความลึกของห่วงโซ่อุปทาน: ยังคงมีความจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมในด้านการผลิตแบตเตอรี่, การแปรรูปแร่หายาก (Rare Earth), และเทคโนโลยีการรีไซเคิล เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างจุดยืนของไทยในห่วงโซ่มูลค่า EV ระดับโลก
สรุปการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและผลกระทบที่คาดการณ์
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบแนวทางนโยบายปัจจุบัน (EV 3.5) กับทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (EV 4.0) และผลกระทบต่อราคาและการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า
| มิติของนโยบาย | นโยบายปัจจุบัน (EV 3.5) | ทิศทางที่คาดการณ์ในอนาคต (EV 4.0) | ผลกระทบต่อราคา/การยอมรับ EV |
|---|---|---|---|
| มาตรการจูงใจ | ลดหย่อนภาษี, เงินอุดหนุน, การส่งเสริมจาก BOI | อาจมุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงมากขึ้น, เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง | เงินอุดหนุนปัจจุบันช่วยลดราคา; อนาคตอาจขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตลาด |
| กฎเกณฑ์การส่งออก | ยอดส่งออกสามารถนับรวมในโควตาการผลิต | บูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างสมบูรณ์ | เพิ่มขนาดการผลิต ซึ่งอาจช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคา |
| โครงสร้างพื้นฐาน | ขยายตัวรวดเร็ว, เป้าหมาย 12,000 สถานีภายในปี 2568 | ครอบคลุมทั่วประเทศ, เน้นโซลูชันการชาร์จอัจฉริยะ | ลดความกังวลเรื่องระยะทาง, สนับสนุนการใช้งานในวงกว้าง |
| การผลิตในประเทศ | เน้นการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ | ห่วงโซ่อุปทานที่ลึกขึ้น, การถ่ายทอดเทคโนโลยี | อาจเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างราคา |
| ความต้องการของผู้บริโภค | เติบโตแข็งแกร่ง, BEV ครองส่วนแบ่ง 15% ของรถใหม่ | การยอมรับในวงกว้าง, การเปลี่ยนไปใช้ EV ในภาคธุรกิจ | ราคาสามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปได้เมื่อคิดต้นทุนรวม (TCO) |
ทิศทางตลาด EV ไทย: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ภาคยานยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การผสมผสานระหว่างนโยบายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว, และกฎเกณฑ์การผลิตที่เอื้อต่อการส่งออก กำลังพลิกโฉมให้ประเทศไทยกลายเป็นมหาอำนาจด้าน EV ในระดับภูมิภาค
ขณะที่มาตรการจูงใจระยะสั้นกำลังช่วยลดราคาและกระตุ้นการยอมรับ, ทิศทางในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการคลัง, ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี, และการบูรณาการเข้ากับตลาดโลกได้อย่างไร
ประเด็นที่ต้องจับตามองสำหรับ EV 4.0:
- โครงสร้างเงินอุดหนุนหรือภาษีใหม่: มาตรการจูงใจจะยังคงอยู่ต่อไป หรือประเทศไทยจะเปลี่ยนไปสู่การกำหนดราคาตามกลไกตลาดเมื่อการยอมรับ EV เติบโตเต็มที่?
- การผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในประเทศ: การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะส่งผลต่อทั้งต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน
- โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ: การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grids), การบูรณาการพลังงานหมุนเวียน, และเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในเฟสต่อไป
บทสรุป: อนาคตของ EV ไทยอยู่บนทางแยก
นโยบาย EV 3.5 ได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการจุดประกายตลาดและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ EV 4.0 จะเป็นบทพิสูจน์ต่อไปในการสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและบูรณาการในระดับโลก สำหรับผู้บริโภค คำถามที่สำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่อนาคตของเงินอุดหนุนและผลกระทบต่อราคาจำหน่าย แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากนโยบายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง แต่ภูมิทัศน์ของตลาดหลังปี พ.ศ. 2568 จะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจในระยะยาว
ดูแลรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณให้เงางามอยู่เสมอ
หลังจากตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับความต้องการแล้ว การดูแลรักษาสภาพรถให้ดูใหม่อยู่เสมอคือขั้นตอนต่อไป เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณคงความสวยงามและเงางามเฉกเช่นวันแรกที่ออกจากโชว์รูม การเลือกใช้บริการดูแลรักษาสีรถยนต์จากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ
สำหรับบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจรในจังหวัดขอนแก่น HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการล้างทำความสะอาด, ขัดสี, เคลือบแก้ว/เซรามิก, ไปจนถึงการซ่อมแซมสี เพื่อปกป้องรถยนต์ไฟฟ้าของคุณจากมลภาวะและคงความเงางามในระยะยาว ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพ