ส่องมาตรการ EV 3.5 รัฐเคาะส่วนลด EV ปี 69 คันละเท่าไหร่?
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.5 เป็นนโยบายภาครัฐที่ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็กระตุ้นการใช้งานในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการนี้ได้สร้างความชัดเจนให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- มาตรการ EV 3.5 เป็นนโยบายต่อเนื่อง 4 ปี (พ.ศ. 2567–2570) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
- ในปี พ.ศ. 2569 เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) จะอยู่ที่ 25,000–50,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่
- รถกระบะไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจะได้รับเงินอุดหนุนคงที่ที่ 100,000 บาท และ 10,000 บาทต่อคัน ตามลำดับ ตลอดระยะเวลาโครงการ
- นอกจากเงินอุดหนุนแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์ด้านการลดภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้า เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น
- มาตรการนี้มีเงื่อนไขส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5
การประกาศใช้มาตรการ EV 3.5 ได้สร้างความชัดเจนให้กับตลาด และทำให้ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเกิดคำถามสำคัญว่า ส่องมาตรการ EV 3.5 รัฐเคาะส่วนลด EV ปี 69 คันละเท่าไหร่? ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจำนวนมาก นโยบายดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของตลาด EV ในประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของอาเซียน มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ การลดหย่อนภาษี และการกำหนดเงื่อนไขการผลิตในประเทศเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวม
ความสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศให้ก้าวทันเทรนด์โลก สำหรับผู้บริโภค มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
เจาะลึกรายละเอียดมาตรการ EV 3.5
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุน EV 3.5 การทำความเข้าใจในรายละเอียดของกรอบเวลาและประเภทของยานยนต์ที่ได้รับสิทธิ์เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเงื่อนไขเหล่านี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดและสิทธิประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ
กรอบระยะเวลาของนโยบาย
มาตรการ EV 3.5 ถูกกำหนดให้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 4 ปีเต็ม โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนและยาวนานนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริโภคที่สามารถวางแผนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าล่วงหน้าได้ และผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ที่สามารถวางแผนการลงทุน การนำเข้า และการตั้งสายการผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ โดยปี พ.ศ. 2569 ที่หลายคนจับตามองนั้น ถือเป็นปีที่ 3 ของมาตรการ ซึ่งอัตราเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าจะมีการปรับเปลี่ยนไปจากสองปีแรก
ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทใดที่ได้รับสิทธิ์?
นโยบาย EV 3.5 ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท เพื่อส่งเสริมการใช้งานอย่างทั่วถึงในทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์และมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประกอบด้วย:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle – BEV): กลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มาตรการนี้มุ่งเน้นส่งเสริม
- รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup): ยานยนต์เชิงพาณิชย์และเป็นที่นิยมอย่างสูงในตลาดไทย การส่งเสริมรถกระบะไฟฟ้าจึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ยานพาหนะที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน การสนับสนุนกลุ่มนี้จะช่วยลดมลพิษทางอากาศและเสียงในเขตเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ
- รถตู้ไฟฟ้า: แม้จะไม่ได้ระบุเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการใช้งานในภาคบริการและการขนส่งสาธารณะ
อัปเดตเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569
สำหรับปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นปีที่สามของมาตรการ EV 3.5 อัตราเงินอุดหนุนหรือส่วนลดสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยมีการปรับลดลงจากปีก่อนหน้าในบางประเภท เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดและต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะลดลงในอนาคต
รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV)
เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าจะถูกแบ่งตามขนาดความจุของแบตเตอรี่และต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้:
กรณีแบตเตอรี่ขนาดต่ำกว่า 50 kWh
รถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่น้อยกว่า 50 kWh ซึ่งโดยทั่วไปเป็นรถยนต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่เน้นการใช้งานในเมือง ในปี พ.ศ. 2569 จะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 25,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นการปรับลดลงจาก 50,000 บาทในปี 2567 และ 35,000 บาทในปี 2568
กรณีแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh ขึ้นไป
สำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป ซึ่งมักเป็นรถยนต์ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ในปี พ.ศ. 2569 จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาทต่อคัน ปรับลดลงจาก 100,000 บาทในปี 2567 และ 70,000 บาทในปี 2568 การแบ่งเกณฑ์ตามขนาดแบตเตอรี่นี้สะท้อนถึงความพยายามในการส่งเสริมรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย
รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup)
เพื่อเป็นการส่งเสริมฐานการผลิตรถกระบะซึ่งเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาตรการ EV 3.5 ได้ให้การสนับสนุนรถกระบะไฟฟ้าเป็นพิเศษ โดยรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุนคงที่ที่ 100,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลา 4 ปีของโครงการ (พ.ศ. 2567–2570) อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาทต่อคัน โดยเป็นอัตราคงที่ตลอดระยะเวลาของมาตรการ และจำกัดสิทธิ์เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเช่นเดียวกับรถกระบะไฟฟ้า
การกำหนดอัตราเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันและปรับลดลงตามช่วงเวลา เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะแรกและการส่งเสริมให้ผู้ผลิตปรับลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้เองในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและอากร
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตอย่างมีนัยสำคัญ จากอัตราปกติที่ 8% เหลือเพียง 2% เท่านั้น สิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายสูงกว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาทด้วย ซึ่งแม้รถกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนเป็นตัวเงิน แต่การลดหย่อนภาษีก็ช่วยให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายลดลงได้มาก ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่หลากหลายขึ้น
การลดอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ CBU
ในช่วง 2 ปีแรกของมาตรการ (พ.ศ. 2567–2568) รถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้าทั้งคัน (Completely Built Up หรือ CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้นและสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร ก่อนที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะเริ่มสายการผลิตในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในระยะต่อไป
เงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 คือการสร้างฐานการผลิตที่ยั่งยืนในประเทศ ดังนั้นจึงมีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้แน่ใจว่าจะเกิดการลงทุนและการจ้างงานจริง
- เงื่อนไขการผลิตชดเชย: ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (CBU) ในช่วงปี 2567-2568 จะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศ โดยกำหนดอัตราส่วนไว้ที่ 1:2 หมายความว่า หากนำเข้ารถยนต์ 1 คัน จะต้องผลิตชดเชยในประเทศ 2 คัน ภายในปี 2569 และหากไม่สามารถทำได้ตามกำหนด จะต้องปรับอัตราส่วนเป็น 1:3 ภายในปี 2570
- การส่งเสริมการส่งออก: มาตรการยังสนับสนุนให้ผู้ผลิตพิจารณาการส่งออกเพื่อบริหารจัดการปริมาณการผลิต โดยการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน สามารถนับเป็นการผลิตชดเชยได้ถึง 1.5 คัน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกด้วย
- การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ: ผู้ประกอบการต้องแสดงแผนการจัดหาและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าไทยไปพร้อมกัน
ตารางสรุปเงินอุดหนุน EV ปี 2569
เพื่อความชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจ ข้อมูลเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่จะได้รับในปี พ.ศ. 2569 ภายใต้มาตรการ EV 3.5 สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า | เงื่อนไขสำคัญ | เงินอุดหนุน (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | 25,000 |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 50,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh (เฉพาะที่ผลิตในประเทศ) | 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh (เฉพาะที่ผลิตในประเทศ) | 10,000 |
บทสรุปและอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าไทย
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่ชัดเจนของภาครัฐในการสนับสนุนและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างครบวงจร สำหรับปี พ.ศ. 2569 เงินอุดหนุนที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อซื้อรถยนต์นั่งไฟฟ้าจะอยู่ที่ 25,000 ถึง 50,000 บาท ขณะที่รถกระบะและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศยังคงได้รับเงินอุดหนุนในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องที่ 100,000 บาท และ 10,000 บาทตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การคมนาคมที่ยั่งยืน นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคต่อไป
หลังจากตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้แล้ว การดูแลรักษาสีและตัวถังให้สวยงามเหมือนวันแรกที่ออกจากโชว์รูมคือสิ่งสำคัญ สำหรับบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ทั้งการล้าง ขัด เคลือบสี และซ่อมสี ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ในขอนแก่น พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ทันที