what is v2g ev power plant featured

V2G คืออะไร? เปลี่ยนรถ EV เป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ ทำได้จริง!

สารบัญ

เทคโนโลยี V2G (Vehicle-to-Grid) กำลังเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จาก مجردยานพาหนะ สู่การเป็นสินทรัพย์ด้านพลังงานที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการเดินทาง แนวคิดนี้ทำให้รถ EV สามารถทำหน้าที่เป็น “โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่” ที่จ่ายพลังงานกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานโดยรวม แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าของรถสามารถสร้างรายได้หรือลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อีกด้วย บทความนี้จะเจาะลึกว่า V2G คืออะไร? เปลี่ยนรถ EV เป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ ทำได้จริง! อย่างไร พร้อมสำรวจกลไกการทำงาน ประโยชน์ และสถานะของเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน

สรุปประเด็นสำคัญของเทคโนโลยี V2G

V2G คืออะไร? เปลี่ยนรถ EV เป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ ทำได้จริง! - what-is-v2g-ev-power-plant

ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด เพื่อให้เห็นภาพรวมของเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid ได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • นิยามของ V2G: คือเทคโนโลยีที่อนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่เพียงแค่รับไฟฟ้าจากการชาร์จ แต่ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่กลับคืนสู่โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ได้
  • บทบาทสำคัญ: ช่วยสร้างสมดุลให้ระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม
  • สถานะทางเทคนิค: เทคโนโลยีนี้สามารถทำได้จริงแล้ว มีการทดลองและโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก
  • โอกาสสำหรับเจ้าของรถ: เปิดโอกาสในการสร้างรายได้เสริมหรือรับส่วนลดค่าไฟฟ้า จากการให้บริการสำรองพลังงานแก่ระบบไฟฟ้า
  • ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ V2X: V2G เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี V2X (Vehicle-to-Everything) ซึ่งรวมถึง V2H (Vehicle-to-Home) และ V2L (Vehicle-to-Load) ที่เปลี่ยนรถ EV ให้เป็นแหล่งพลังงานอเนกประสงค์

V2G คืออะไร: นิยามและหลักการทำงานเบื้องต้น

V2G (Vehicle-to-Grid) เป็นคำย่อที่หมายถึงเทคโนโลยีการสื่อสารและการถ่ายโอนพลังงานแบบสองทิศทางระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ โดยปกติแล้ว รถ EV จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ใช้ไฟฟ้า” คือดึงพลังงานจากกริดเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ แต่ด้วยเทคโนโลยี V2G รถ EV จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเป็น “ผู้จ่ายไฟ” หรือแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ ที่สามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินในแบตเตอรี่กลับคืนสู่กริดได้เมื่อระบบต้องการ

แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเปลี่ยนรถ EV ที่จอดอยู่เฉยๆ หลายล้านคันให้กลายเป็นเครือข่ายแบตเตอรี่สำรองขนาดมหึมาที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์หลักของ Vehicle-to-Grid

จุดประสงค์หลักของ V2G ไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายไฟกลับไปมา แต่มีเป้าหมายเชิงระบบที่สำคัญหลายประการ:

  • สร้างสมดุลให้โครงข่ายไฟฟ้า (Grid Balancing): ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) เช่น ตอนเย็นที่ทุกคนกลับบ้านและเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน โรงไฟฟ้าหลักอาจต้องทำงานหนักจนเกินกำลัง V2G จะเข้ามาช่วยโดยให้รถ EV ที่เสียบชาร์จอยู่จ่ายไฟเสริมเข้าระบบ เพื่อลดภาระและป้องกันปัญหาไฟตกหรือไฟดับ
  • สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Integration): พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือลมมีความไม่แน่นอนสูง (ผลิตได้มากตอนกลางวันหรือเมื่อลมแรง) รถ EV สามารถชาร์จไฟในช่วงที่ผลิตพลังงานได้เกินความต้องการ และจ่ายไฟคืนในช่วงที่ผลิตได้น้อย ซึ่งช่วยให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • เปลี่ยนเจ้าของรถให้เป็นผู้มีส่วนร่วมในตลาดพลังงาน: V2G ทำให้ผู้ใช้รถ EV เปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว มาเป็น “Prosumer” (Producer + Consumer) ที่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและได้รับผลตอบแทนจากการให้บริการนี้

กลไกการเปลี่ยนรถ EV ให้เป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่

แนวคิดการเปลี่ยนรถ EV ให้เป็น “โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่” หรือ “แบตเตอรี่บนล้อ” (Battery on Wheels) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ถูกจอดทิ้งไว้เฉยๆ มากกว่า 90% ของเวลาในแต่ละวัน ในขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีความจุสูง (โดยเฉลี่ย 60-100 kWh) ซึ่งเพียงพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับบ้านหนึ่งหลังได้นานหลายวัน การนำศักยภาพที่ไม่ได้ใช้งานนี้มาใช้ประโยชน์จึงเป็นหัวใจของเทคโนโลยี V2G

เมื่อรถ EV นับแสนนับล้านคันเชื่อมต่อกับระบบผ่านเทคโนโลยี V2G เครือข่ายรถยนต์เหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ขนาดใหญ่ ที่สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นและชาญฉลาด

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ V2G เกิดขึ้นได้จริง

การจะทำให้ระบบ V2G ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนทำงานร่วมกัน:

  1. รถยนต์ไฟฟ้าที่รองรับ (V2G-Capable EV): ตัวรถต้องถูกออกแบบมาให้รองรับการจ่ายไฟออก ไม่ใช่แค่การรับไฟเข้า ซึ่งหมายถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมสำหรับฟังก์ชันนี้
  2. เครื่องชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charger): อุปกรณ์ชาร์จทั่วไปจะแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากบ้านเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ แต่เครื่องชาร์จสองทิศทางสามารถทำงานกลับกันได้ คือแปลงไฟ DC จากแบตเตอรี่รถกลับเป็นไฟ AC เพื่อส่งคืนสู่กริด
  3. ระบบสื่อสารและควบคุมอัจฉริยะ (Smart Communication Protocol): ต้องมีระบบกลางที่สามารถสื่อสารระหว่างรถยนต์, เครื่องชาร์จ, และผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้า (Utility) เพื่อสั่งการว่าจะให้ชาร์จหรือจ่ายไฟเมื่อใด ในปริมาณเท่าไร โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น ISO 15118-20 เพื่อให้ทุกอุปกรณ์สื่อสารกันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการทำงาน: จากการชาร์จสู่การจ่ายไฟคืน

กระบวนการทำงานของ V2G ในสถานการณ์จริงสามารถอธิบายเป็นขั้นตอนง่ายๆ ได้ดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: การชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charging)
    เจ้าของรถเสียบปลั๊กชาร์จรถ EV ที่บ้านหรือที่ทำงานตามปกติ ระบบจะตั้งค่าให้ชาร์จไฟในช่วงเวลาที่ค่าไฟถูกหรือช่วงที่มีพลังงานหมุนเวียนในระบบเหลือเฟือ (เช่น ตอนกลางดึกหรือตอนเที่ยง)
  • ขั้นตอนที่ 2: การส่งสัญญาณจากกริด (Grid Signal)
    เมื่อระบบไฟฟ้าของประเทศมีความต้องการใช้ไฟสูง หรือมีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ศูนย์ควบคุมของผู้ให้บริการไฟฟ้าจะส่งสัญญาณผ่านระบบสื่อสารไปยังเครื่องชาร์จที่เชื่อมต่ออยู่
  • ขั้นตอนที่ 3: การจ่ายไฟคืนสู่กริด (Discharging to Grid)
    รถ EV ที่ได้รับสัญญาณและมีปริมาณแบตเตอรี่เพียงพอตามที่เจ้าของตั้งค่าไว้ (เช่น ต้องเหลือแบตไม่ต่ำกว่า 60% สำหรับการเดินทางในวันถัดไป) จะเริ่มกระบวนการจ่ายไฟกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า
  • ขั้นตอนที่ 4: การรับผลตอบแทน (Compensation)
    เจ้าของรถจะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าไฟฟ้าที่ถูกลง, เครดิตค่าไฟ, หรือรายได้โดยตรง ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาและนโยบายของผู้ให้บริการในแต่ละพื้นที่

สถานะปัจจุบัน: เทคโนโลยี V2G ทำได้จริงแค่ไหน?

หนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยี V2G เป็นเพียงแนวคิดในห้องทดลองหรือสามารถใช้งานได้จริงแล้วในปัจจุบัน คำตอบคือ V2G สามารถทำได้จริงในทางเทคนิคและมีตัวอย่างการใช้งานแล้ว แต่การนำมาใช้ในวงกว้างสำหรับผู้บริโภคทั่วไปยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ความพร้อมด้านเทคนิคและโครงการนำร่องทั่วโลก

ในเชิงวิศวกรรมและเทคโนโลยี V2G ได้ก้าวข้ามขั้นของการเป็นเพียงทฤษฎีไปแล้ว:

  • มาตรฐานสากล: มาตรฐานการสื่อสารอย่าง ISO 15118-20 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการถ่ายโอนพลังงานแบบสองทิศทาง (Bi-directional Power Transfer) อย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์และอุปกรณ์ชาร์จมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • โครงการนำร่อง: หลายประเทศในยุโรป, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, และสหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินโครงการนำร่อง V2G โดยใช้กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เช่น รถบัสสาธารณะ หรือรถยนต์เชิงพาณิชย์ เพื่อทดสอบการให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางบวก
  • การยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแล: หน่วยงานด้านพลังงานและผู้กำกับดูแลในหลายประเทศเริ่มมองว่า V2G เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต และกำลังเปลี่ยนจากการทดลองไปสู่การวางรากฐานสำหรับรูปแบบธุรกิจเชิงพาณิชย์

ข้อจำกัดและความท้าทายในการใช้งานวงกว้าง

แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่การจะทำให้ V2G กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันยังคงมีความท้าทายอยู่หลายด้าน:

  • จำนวนรถที่รองรับ: ปัจจุบันยังมีรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลเพียงไม่กี่รุ่นในตลาดที่รองรับฟังก์ชัน V2G อย่างเต็มรูปแบบ
  • ต้นทุนอุปกรณ์: เครื่องชาร์จแบบสองทิศทางยังมีราคาสูงกว่าเครื่องชาร์จปกติอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีการติดตั้งอย่างแพร่หลาย
  • กรอบกฎหมายและระเบียบ: หลายประเทศยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนากฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการคิดค่าตอบแทน, สัญญาการให้บริการ, และมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการเชื่อมต่อ V2G กับโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ

ประโยชน์รอบด้านของ Vehicle-to-Grid

เทคโนโลยี V2G มอบประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงเจ้าของรถ EV แต่ละคน

ต่อเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

  • เพิ่มความมั่นคงของระบบ: ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไฟตกหรือไฟดับในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด
  • เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียน: ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานส่วนเกินจากแสงอาทิตย์และลม ทำให้สามารถใช้พลังงานสะอาดได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • ชะลอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน: การใช้แบตเตอรี่รถ EV ที่มีอยู่แล้วเป็นแหล่งพลังงานสำรอง อาจช่วยชะลอหรือลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่หรือขยายขนาดสายส่งและหม้อแปลงไฟฟ้าในบางพื้นที่

ต่อเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าและผู้บริโภค

  • สร้างรายได้หรือลดค่าใช้จ่าย: เจ้าของรถสามารถได้รับผลตอบแทนจากการอนุญาตให้กริดใช้ความจุแบตเตอรี่ส่วนเกิน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ได้
  • เป็นแหล่งไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน: เมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยี V2H (Vehicle-to-Home) แบตเตอรี่รถ EV ที่มีความจุสูง เช่น 75 kWh สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้านทั้งหลังได้นานหลายวันในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

ข้อกังวลที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเทคโนโลยี V2G

เช่นเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ V2G ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาและหาแนวทางแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน

ผลกระทบต่อสุขภาพแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ข้อกังวลที่พบบ่อยที่สุดคือการชาร์จและคายประจุบ่อยครั้ง (Increased Cycle Count) จะทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์และโครงการวิจัยหลายแห่งกำลังพัฒนาระบบควบคุมอัจฉริยะที่จำกัดความลึกของการคายประจุ (Depth of Discharge) และบริหารจัดการการไหลของพลังงานให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพแบตเตอรี่มากเกินไป โดยให้ผลตอบแทนที่ได้รับมีความคุ้มค่ามากกว่าการเสื่อมสภาพเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้น

ความซับซ้อนด้านกฎระเบียบและโมเดลธุรกิจ

เพื่อให้ V2G เกิดขึ้นได้จริงในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีรูปแบบธุรกิจและโครงสร้างราคาที่ชัดเจน เช่น จะจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายคืน (kWh) หรือจ่ายเป็นค่าบริการรายเดือนสำหรับการเตรียมความพร้อม (Ancillary Service) นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาไฟย้อนกลับและการตัดต่อกริดที่ไม่ถูกต้อง

V2X: จักรวาลแห่งการเชื่อมต่อ V2G, V2H, และ V2L ต่างกันอย่างไร

V2G เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ใหญ่กว่าเรียกว่า V2X (Vehicle-to-Everything) ซึ่งหมายถึงการที่รถยนต์สามารถจ่ายพลังงานให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบเทคโนโลยีในกลุ่ม V2X ได้ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีในกลุ่ม V2X: V2L, V2H, และ V2G
เทคโนโลยี ชื่อเต็ม ลักษณะการใช้งาน เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
V2L Vehicle-to-Load จ่ายไฟจากรถไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยตรงผ่านปลั๊กไฟบนตัวรถ ปลั๊กไฟเคลื่อนที่ขนาดใหญ่
V2H Vehicle-to-Home จ่ายไฟจากรถเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของบ้านทั้งหลัง เครื่องปั่นไฟสำรองสำหรับบ้าน
V2G Vehicle-to-Grid จ่ายไฟจากรถกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ โรงไฟฟ้าสำรองขนาดเล็ก

อนาคตของ V2G และทิศทางของเทคโนโลยี EV ในปี 2026

แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่า V2G จะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ (Smart Grid) เมื่อจำนวนรถ EV บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีการติดตั้งเครื่องชาร์จสองทิศทางอย่างแพร่หลาย ศักยภาพในการกักเก็บและจ่ายพลังงานจากรถยนต์เหล่านี้จะกลายเป็นทรัพยากรที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับระบบไฟฟ้า

สำหรับทิศทางของเทคโนโลยี EV ในปี 2026 และหลังจากนั้น คาดการณ์ว่าผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มติดตั้งฮาร์ดแวร์ที่รองรับ V2G เป็นมาตรฐานในรถรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศกำลังเร่งจัดทำแผนงานและมาตรการสนับสนุน เพื่อผลักดันให้ V2G สามารถเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้รถ EV ไม่ใช่เป็นเพียงยานพาหนะเพื่อการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

สรุป: V2G ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน

เทคโนโลยี V2G (Vehicle-to-Grid) ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ โดยทำหน้าที่เป็น “โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่” ที่ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้แก่โครงข่ายไฟฟ้า สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับเจ้าของรถ แม้ปัจจุบันการใช้งานในวงกว้างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสนับสนุนจากภาครัฐ V2G กำลังจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกยานยนต์และพลังงานในอนาคตอันใกล้นี้

ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง V2G คืออนาคตที่น่าตื่นเต้น การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าที่คุณเป็นเจ้าของในปัจจุบันให้มีสภาพสมบูรณ์และสวยงามอยู่เสมอก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสภาพภายนอกที่เงางามสะท้อนถึงการดูแลเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของยานยนต์ สำหรับผู้ที่ต้องการบริการดูแลรักษาสีรถยนต์ระดับมืออาชีพในจังหวัดขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นการล้าง ขัด เคลือบสี หรือซ่อมแซมร่องรอยต่างๆ เพื่อให้รถ EV ของท่านดูดีเหมือนใหม่ตลอดเวลา

HYPERLAB CAR DETAILLING คือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาสีรถยนต์ครบวงจร พร้อมให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมงานมืออาชีพ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 ที่อยู่: 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000

Similar Posts