ai generated 14

รีวิว 5 EV Charger ยี่ห้อไหนดี? เลือกให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า

สารบัญ

การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้การเลือกอุปกรณ์เสริมกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า Wallbox ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการใช้งานรถ EV ในชีวิตประจำวัน การตัดสินใจเลือกซื้อจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด

ประเด็นสำคัญของการเลือก EV Charger

  • ความหลากหลายของตลาด: ปัจจุบันมี EV Charger หลายยี่ห้อในตลาด แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันทั้งในด้านกำลังไฟ ฟีเจอร์อัจฉริยะ และราคา
  • ปัจจัยในการเลือก: การเลือก Wallbox ที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากระบบไฟฟ้าของบ้าน (1 เฟส หรือ 3 เฟส) ประเภทหัวชาร์จที่รถยนต์รองรับ ความต้องการฟีเจอร์เสริม และงบประมาณ
  • แบรนด์ยอดนิยม: แบรนด์ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในตลาดปี 2025 ประกอบด้วย ChargePoint, JuiceBox, Grizzl-E, Wallbox และ EN+ ซึ่งแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
  • การติดตั้งและความปลอดภัย: การติดตั้งที่ชาร์จ EV ที่บ้านควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานระยะยาว

บทความนี้จะนำเสนอ รีวิว 5 EV Charger ยี่ห้อไหนดี? เลือกให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละรุ่น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเจ้าของรถ EV ในการค้นหาเครื่องชาร์จที่ตอบโจทย์การใช้งาน ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว การมีเครื่องชาร์จประจำบ้านไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยให้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำคัญของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าประจำบ้าน

รีวิว 5 EV Charger ยี่ห้อไหนดี? เลือกให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า - review-ev-home-charger-thailand

การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อไลฟ์สไตล์การเดินทาง หนึ่งในองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือระบบการชาร์จพลังงานที่สะดวกและเชื่อถือได้ แม้ว่าสถานีชาร์จสาธารณะจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การมีเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ติดตั้งไว้ที่บ้านยังคงเป็นทางเลือกที่เจ้าของรถ EV ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

เหตุผลหลักคือความสะดวกสบาย การชาร์จรถยนต์ที่บ้านเปรียบเสมือนการชาร์จสมาร์ทโฟน ผู้ใช้สามารถเสียบชาร์จรถทิ้งไว้ข้ามคืนและตื่นเช้ามาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่เต็มเปี่ยม พร้อมสำหรับการเดินทางในวันถัดไปโดยไม่ต้องเสียเวลาแวะสถานีชาร์จ นอกจากนี้ การชาร์จที่บ้านมักมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำกว่าการชาร์จที่สถานีบริการสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราค่าไฟฟ้าช่วง Off-Peak ได้

รีวิว EV Charger 5 รุ่นยอดนิยมแห่งปี 2025

ตลาดเครื่องชาร์จ EV ในปี 2025 มีการแข่งขันสูงและมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย แต่ละแบรนด์ต่างนำเสนอเทคโนโลยีและฟังก์ชันการทำงานที่โดดเด่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ต่อไปนี้คือการรีวิว 5 รุ่นที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่น่าจับตามอง

1. ChargePoint Home Flex

ChargePoint Home Flex เป็นหนึ่งในเครื่องชาร์จที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วโลก จุดเด่นของรุ่นนี้คือความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่ากำลังไฟ สามารถปรับได้สูงสุดถึง 50 แอมป์ หรือเทียบเท่ากับกำลังไฟ 11.5 กิโลวัตต์ ซึ่งช่วยให้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อแบบ Type 1 (J1772) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์หลายรุ่น

ในด้านฟีเจอร์อัจฉริยะ ChargePoint Home Flex มาพร้อมการเชื่อมต่อ Wi-Fi ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะการชาร์จผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ สามารถตั้งเวลาการชาร์จล่วงหน้าเพื่อใช้ประโยชน์จากค่าไฟช่วงกลางคืน และยังรองรับการสั่งการด้วยเสียงผ่าน Amazon Alexa เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานไปอีกระดับ จากการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ รุ่นนี้ได้รับคะแนนสูงถึง 86/100 หรือประมาณ 4.3 ดาวจาก 5 ดาว ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและฟังก์ชันอัจฉริยะ

2. JuiceBox 40 Smart EV Charger

JuiceBox เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงในวงการชาร์จ EV มาอย่างยาวนาน สำหรับรุ่น JuiceBox 40 Smart EV Charger นั้นโดดเด่นในด้านความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับคุณสมบัติระดับพรีเมียม เครื่องชาร์จรุ่นนี้ให้กำลังไฟ 9.6 กิโลวัตต์ (40 แอมป์) และใช้หัวชาร์จแบบ J1772

ฟังก์ชันการทำงานอัจฉริยะเป็นหัวใจสำคัญของ JuiceBox 40 โดยมีการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันเพื่อจัดการการชาร์จได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบประวัติการใช้พลังงาน การกำหนดตารางเวลาชาร์จเพื่อประหยัดค่าไฟ หรือแม้กระทั่งการรับการแจ้งเตือนเมื่อการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ความสามารถในการจัดการพลังงานอย่างยืดหยุ่นนี้ทำให้ JuiceBox 40 เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายและตารางเวลาการชาร์จอย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. Grizzl-E Ultimate 48

Grizzl-E เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและการออกแบบที่แข็งแกร่ง สำหรับรุ่นใหม่ในปี 2025 อย่าง Grizzl-E Ultimate 48 ก็ยังคงรักษามาตรฐานดังกล่าวไว้ พร้อมเพิ่มเติมฟีเจอร์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น รุ่นนี้ได้รับคะแนนจากการทดสอบสูงถึง 88/100 หรือ 4.4 ดาวจาก 5 ดาว สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือที่ยอดเยี่ยม

แม้ข้อมูลทางเทคนิคเชิงลึกของรุ่น Ultimate 48 จะยังคงทยอยเปิดเผย แต่คาดว่าจะมาพร้อมกำลังไฟสูงถึง 48 แอมป์ และยังคงจุดเด่นของแบรนด์ในเรื่องโครงสร้างที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ เหมาะสำหรับการติดตั้งทั้งในร่มและกลางแจ้ง นอกจากนี้ยังมีรุ่นพื้นฐานอย่าง Grizzl-E Classic ที่ได้รับการยอมรับในด้านความเรียบง่ายและเชื่อถือได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องชาร์จที่เน้นความทนทานเป็นหลัก

4. Wallbox Pulsar Max

Wallbox Pulsar Max เป็นเครื่องชาร์จที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่นสูงสุดในการติดตั้งและใช้งาน จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการรองรับระบบไฟฟ้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ระบบไฟ 1 เฟส ที่ให้กำลังไฟ 7.4 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ ไปจนถึงระบบไฟ 3 เฟส ที่สามารถให้กำลังไฟสูงสุดถึง 22 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับบ้านหรืออาคารที่มีการเดินระบบไฟฟ้ารองรับ

ความยืดหยุ่นนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งรุ่นที่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าของตนเองได้อย่างลงตัว โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ (หากไม่ต้องการกำลังไฟสูงสุด) การออกแบบที่กะทัดรัดและทันสมัยยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Wallbox ทำให้ติดตั้งได้ง่ายและเข้ากับการตกแต่งของบ้านได้เป็นอย่างดี

5. EN+ Caro Pro

EN+ Caro Pro ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพการชาร์จสูงสุด ด้วยกำลังไฟสูงถึง 22 กิโลวัตต์ บนระบบไฟฟ้า 3 เฟส ทำให้สามารถลดระยะเวลาการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ มาพร้อมสายชาร์จที่มีความยาวถึง 7 เมตร เพิ่มความสะดวกในการใช้งานแม้จะจอดรถห่างจากจุดติดตั้ง

ในด้านการเชื่อมต่อ EN+ Caro Pro รองรับทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth ทำให้สามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างเสถียร หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือระบบ RFID (Radio-Frequency Identification) ที่ให้ผู้ใช้สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งานด้วยการ์ดหรือแท็กเฉพาะบุคคลได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ส่วนกลางหรือเพื่อป้องกันการใช้งานจากบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตารางเปรียบเทียบสเปค EV Charger 5 รุ่นเด่น

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 5 รุ่นยอดนิยม ประจำปี 2025 เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อ
คุณสมบัติ ChargePoint Home Flex JuiceBox 40 Grizzl-E Ultimate 48 Wallbox Pulsar Max EN+ Caro Pro
กำลังไฟสูงสุด 11.5 กิโลวัตต์ (50A) 9.6 กิโลวัตต์ (40A) (คาดการณ์) 11.5 kW (48A) 7.4 kW ถึง 22 kW 22 กิโลวัตต์
ระบบไฟที่รองรับ 1 เฟส 1 เฟส 1 เฟส 1 เฟส และ 3 เฟส 3 เฟส
ประเภทหัวชาร์จ Type 1 (J1772) Type 1 (J1772) Type 1 (J1772) Type 2 Type 2
ฟีเจอร์อัจฉริยะ Wi-Fi, App, Alexa Wi-Fi, App, Scheduling (คาดว่ามีฟีเจอร์อัจฉริยะ) Wi-Fi, Bluetooth, App Wi-Fi, Bluetooth, App, RFID
จุดเด่น ยืดหยุ่น, กำลังไฟสูง คุ้มค่า, จัดการพลังงานดี ทนทาน, ประสิทธิภาพสูง รองรับระบบไฟหลากหลาย กำลังไฟสูงมาก, ปลอดภัย

ตัวเลือกอื่น ๆ ที่น่าสนใจในตลาด

นอกเหนือจาก 5 รุ่นหลักที่กล่าวมาข้างต้น ตลาด EV Charger ยังมีตัวเลือกที่น่าสนใจอีกหลายแบรนด์ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ ความทนทาน เทคโนโลยีล้ำสมัย หรือราคาที่เข้าถึงง่าย

ABB Terra AC Wallbox

ABB เป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีไฟฟ้ามายาวนาน เครื่องชาร์จรุ่น Terra AC Wallbox สะท้อนถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือตามมาตรฐานของแบรนด์ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด มีระบบป้องกันที่ครบครัน และวัสดุที่ทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความทนทานเป็นอันดับแรก

Autel MaxiCharger

Autel เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครื่องชาร์จในซีรีส์ MaxiCharger มักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทันสมัย เช่น หน้าจอสัมผัส การเชื่อมต่อที่หลากหลาย และแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันการทำงานขั้นสูง เช่น การจัดการโหลดแบบไดนามิก (Dynamic Load Balancing) เพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้าเกินพิกัดของบ้าน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและต้องการฟังก์ชันการทำงานที่ล้ำสมัย

Teison Smart Mini

สำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดหรือต้องการเครื่องชาร์จที่มีฟังก์ชันพื้นฐานครบถ้วน Teison Smart Mini ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง รุ่นนี้มีกำลังไฟ 7.4 กิโลวัตต์ บนระบบไฟ 1 เฟส ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ แม้จะมีดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่ก็ยังคงมีฟังก์ชันการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้เริ่มต้น

คู่มือเลือกซื้อ EV Charger ให้เหมาะกับคุณ

การตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเลือกรุ่นที่ชอบ แต่ต้องพิจารณาปัจจัยทางเทคนิคและสภาพแวดล้อมการใช้งานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด

การตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านกับช่างผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้อและติดตั้ง EV Charger เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

1. กำลังไฟ (Power Output) และระบบไฟฟ้าของบ้าน

สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบคือระบบไฟฟ้าของบ้านว่าเป็นแบบ 1 เฟส (Single-phase) หรือ 3 เฟส (Three-phase) บ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้ระบบ 1 เฟส ซึ่งจะรองรับเครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟประมาณ 7.4 กิโลวัตต์ ในขณะที่บ้านขนาดใหญ่หรืออาคารพาณิชย์อาจมีระบบ 3 เฟส ซึ่งสามารถรองรับเครื่องชาร์จกำลังไฟสูงถึง 22 กิโลวัตต์ได้ การเลือกรุ่นที่สอดคล้องกับระบบไฟจะช่วยให้ติดตั้งง่ายและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. ประเภทของหัวชาร์จ (Connector Type)

หัวชาร์จมีหลายมาตรฐาน แต่สำหรับเครื่องชาร์จ AC แบบติดตั้งที่บ้าน (Wallbox) ในประเทศไทยและยุโรปจะใช้หัวชาร์จแบบ Type 2 เป็นหลัก ในขณะที่รถยนต์จากอเมริกาหรือญี่ปุ่นบางรุ่นอาจใช้หัวชาร์จ Type 1 (J1772) ดังนั้น ควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของรถยนต์ไฟฟ้าของคุณให้แน่ใจว่าใช้หัวชาร์จประเภทใด ส่วนหัวชาร์จแบบ CCS และ CHAdeMO นั้นเป็นมาตรฐานสำหรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charging) ซึ่งจะพบได้ตามสถานีชาร์จสาธารณะ

3. ฟีเจอร์อัจฉริยะและการเชื่อมต่อ (Smart Features)

เครื่องชาร์จในปัจจุบันมักมาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi หรือ Bluetooth ซึ่งมีประโยชน์หลายด้าน เช่น:

  • การควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน: สั่งเริ่ม-หยุดการชาร์จ, ตรวจสอบสถานะ และดูประวัติการใช้งานได้จากสมาร์ทโฟน
  • การตั้งเวลาชาร์จ: กำหนดให้เครื่องเริ่มชาร์จในช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าถูก (Off-Peak) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
  • การจัดการพลังงาน: บางรุ่นสามารถปรับลดกำลังไฟอัตโนมัติเมื่อมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ในบ้านพร้อมกัน เพื่อป้องกันไฟเกิน
  • ระบบรักษาความปลอดภัย: ฟังก์ชัน RFID ช่วยจำกัดการใช้งานเฉพาะผู้ที่มีการ์ดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

พิจารณาว่าฟีเจอร์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อการใช้งานของคุณมากน้อยเพียงใด เพราะรุ่นที่มีฟังก์ชันครบครันก็มักจะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

4. งบประมาณและการติดตั้ง

ราคาของ EV Charger มีความหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นพรีเมียมที่มีฟีเจอร์เต็มรูปแบบ ควรกำหนดงบประมาณโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งด้วย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการเดินสายไฟจากตู้ควบคุมไฟฟ้ามายังจุดติดตั้ง การเลือกใช้บริการติดตั้งจากทีมงานมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

สรุปและคำแนะนำในการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า

การเลือกเครื่องชาร์จ EV ที่เหมาะสมเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า การพิจารณาข้อมูลจาก รีวิว 5 EV Charger ยี่ห้อไหนดี? เลือกให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและมั่นใจ โดยควรให้ความสำคัญกับความเข้ากันได้ระหว่างเครื่องชาร์จ, ระบบไฟฟ้าของบ้าน, และรถยนต์ของคุณ เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดความคุ้มค่าและความสะดวกสบายสูงสุด

เมื่อได้เครื่องชาร์จที่ใช่แล้ว การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าให้มีสภาพเหมือนใหม่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน การดูแลสีรถให้เงางาม ปราศจากริ้วรอย จะช่วยรักษามูลค่าและความสวยงามของรถยนต์ที่คุณรักไว้ได้ยาวนาน

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง หากกำลังมองหาบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรและเป็นมืออาชีพ HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นบริการล้าง ขัด เคลือบสี หรือซ่อมแซมสีรถยนต์ ทีมงานของเราพร้อมดูแลรถของคุณด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและเทคนิคที่ทันสมัย

HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถเดินทางมาที่ร้านได้ที่ 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000 หรือโทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 066-156-9878 และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที

Similar Posts