เคลมแห้ง vs เคลมสด 2569 ต่างกันยังไง? แบบไหนเสียประวัติ
- สรุปประเด็นสำคัญของการเคลมประกันรถยนต์
- ความสำคัญของการเลือกประเภทการเคลมที่เหมาะสม
- ทำความเข้าใจ ‘เคลมสด’ อย่างละเอียด
- เจาะลึก ‘เคลมแห้ง’ คืออะไร?
- ตารางเปรียบเทียบ: เคลมแห้ง vs เคลมสด 2569
- ค่า Excess คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเคลมอย่างไร?
- เคลมแบบไหน ‘เสียประวัติ’ และกระทบเบี้ยประกันรถยนต์ 2569 มากกว่ากัน?
- บทสรุปและการดูแลรักษารถยนต์หลังเกิดเหตุ
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง เคลมแห้ง vs เคลมสด 2569 เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ถือกรรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกคน เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การตัดสินใจเลือกประเภทการเคลมที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความสะดวกและรวดเร็วในการจัดการ แต่ยังมีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่เรียกว่า “ค่า Excess” และประวัติการเคลม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป บทความนี้จะวิเคราะห์ความแตกต่าง ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบของทั้งสองรูปแบบอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมที่สุดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์จริง
สรุปประเด็นสำคัญของการเคลมประกันรถยนต์
- เคลมสด: คือการแจ้งเคลม ณ ที่เกิดเหตุทันที โดยมีคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะ และต้องมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัยของบริษัทประกันมาตรวจสอบสถานการณ์
- เคลมแห้ง: คือการแจ้งเคลมในภายหลัง สำหรับอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี หรือมีคู่กรณีแต่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น การเฉี่ยวชนกำแพง เสา หรือรอยขีดข่วนที่ไม่ทราบสาเหตุ
- ค่า Excess: การเคลมแห้งมักจะเกี่ยวข้องกับการชำระค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เนื่องจากไม่สามารถระบุคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้
- ผลกระทบต่อประวัติ: การเคลมทุกประเภทย่อมถูกบันทึกในประวัติ แต่การเคลมที่เป็นฝ่ายผิด (ซึ่งรวมถึงเคลมแห้ง) จะส่งผลให้เสียส่วนลดประวัติดี และอาจทำให้เบี้ยประกันในปี 2569 และปีต่อๆ ไปสูงขึ้น
ความสำคัญของการเลือกประเภทการเคลมที่เหมาะสม
สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ การมีประกันภัยภาคสมัครใจ โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ถือเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิ์ตามกรมธรรม์จำเป็นต้องมีความเข้าใจในกระบวนการและเงื่อนไขต่างๆ อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง “เคลมสด” และ “เคลมแห้ง” ซึ่งเป็นสองรูปแบบหลักในการแจ้งเคลมประกันรถยนต์
การเลือกประเภทการเคลมที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งกับบริษัทประกันภัย การทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ใดควรใช้การเคลมสด และสถานการณ์ใดที่การเคลมแห้งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า จะช่วยให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกันได้อย่างสูงสุด เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของรถทุกคนที่ต้องการใช้ความคุ้มครองจากประกันภัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในปี 2569
ทำความเข้าใจ ‘เคลมสด’ อย่างละเอียด
การเคลมสด (Fresh Claim) เป็นรูปแบบการเคลมประกันที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคย โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำความเข้าใจในนิยามและกระบวนการของการเคลมสดจะช่วยให้สามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นิยามของเคลมสด
เคลมสด คือ การแจ้งอุบัติเหตุต่อบริษัทประกันภัยทันที ณ ที่เกิดเหตุ โดยมีลักษณะสำคัญคือเป็นอุบัติเหตุระหว่าง “รถชนรถ” หรือมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกที่สามารถระบุตัวตนได้ และมักจะมีความเสียหายที่ค่อนข้างชัดเจน หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเกี่ยวข้อง กระบวนการนี้จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) ของบริษัทประกันเดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบความเสียหาย รวบรวมหลักฐาน และออกเอกสารใบเคลมให้แก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย
ขั้นตอนการดำเนินการเคลมสด
เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่เข้าข่ายการเคลมสด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:
- ตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย: สิ่งแรกที่ต้องทำคือการควบคุมสติ ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตนเองและผู้โดยสาร รวมถึงคู่กรณี หากมีผู้บาดเจ็บให้รีบติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที
- ติดต่อบริษัทประกันภัย: โทรศัพท์แจ้งอุบัติเหตุผ่าน Call Center ของบริษัทประกันภัยที่ทำไว้โดยเร็วที่สุด พร้อมแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ขับขี่ หมายเลขทะเบียนรถ สถานที่เกิดเหตุ และลักษณะของอุบัติเหตุเบื้องต้น
- รอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย: โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุภายในระยะเวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ ไม่ควรเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุ เว้นแต่จะกีดขวางการจราจรอย่างรุนแรง ซึ่งในกรณีนี้ควรถ่ายภาพที่เกิดเหตุจากหลายๆ มุมไว้เป็นหลักฐานก่อน
- รวบรวมข้อมูลและหลักฐาน: แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขทะเบียนรถ และชื่อบริษัทประกันภัยของคู่กรณี รวมถึงถ่ายภาพความเสียหายของรถทั้งสองคันและสภาพแวดล้อมโดยรอบ
- ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่: เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และสรุปว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด
- รับใบเคลม: เจ้าหน้าที่จะออกใบเคลม (Claim Form) ให้กับผู้เอาประกัน ซึ่งสามารถนำเอกสารนี้ไปติดต่อศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกันเพื่อดำเนินการจัดซ่อมต่อไป
ข้อดีของการเคลมสด
- ความชัดเจนของหลักฐาน: การมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ณ ที่เกิดเหตุ ทำให้หลักฐานและข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุมีความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดข้อโต้แย้งในภายหลัง
- กระบวนการที่ชัดเจน: เจ้าหน้าที่ประกันจะเข้ามาช่วยจัดการและแนะนำขั้นตอนต่างๆ ทำให้ผู้เอาประกันไม่ต้องดำเนินการเองทั้งหมด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตื่นตระหนก
- ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรก (หากเป็นฝ่ายถูก): หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูก จะไม่ต้องชำระค่า Excess หรือค่าใช้จ่ายใดๆ และบริษัทประกันของคู่กรณีจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด
ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรพิจารณา
- ใช้เวลา ณ ที่เกิดเหตุ: กระบวนการเคลมสดต้องใช้เวลารอเจ้าหน้าที่และดำเนินการต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาและกระทบต่อแผนการเดินทาง
- อาจส่งผลกระทบต่อการจราจร: การจอดรถรอ ณ ที่เกิดเหตุอาจสร้างปัญหารถติด โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน
เจาะลึก ‘เคลมแห้ง’ คืออะไร?
เคลมแห้ง (Dry Claim) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแจ้งเคลมประกันภัย ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสะดวกสบายกว่าในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะอุบัติเหตุเล็กน้อยที่ไม่มีคู่กรณี การทำความเข้าใจรูปแบบการเคลมนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเมื่อไหร่ควรเลือกใช้
นิยามของเคลมแห้ง
เคลมแห้ง คือ การแจ้งเคลมความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ โดยผู้เอาประกันไม่ได้แจ้งบริษัทประกันทันที ณ เวลาที่เกิดเหตุ แต่เป็นการรวบรวมความเสียหายแล้วแจ้งเคลมในภายหลัง อาจจะเป็นการแจ้งเคลมครั้งเดียวเมื่อใกล้สิ้นสุดปีกรมธรรม์ก็ได้ การเคลมประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัยมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ผู้เอาประกันสามารถนำรถเข้าไปติดต่อที่บริษัทประกันหรืออู่ในเครือเพื่อเปิดเคลมได้โดยตรง
สถานการณ์ที่เหมาะสมกับการเคลมแห้ง
การเคลมแห้งมักใช้กับอุบัติเหตุที่มีความเสียหายไม่รุนแรงและไม่กระทบต่อการใช้งานรถยนต์ตามปกติ ตัวอย่างเช่น:
- ขับรถเฉี่ยวชนกับวัตถุที่ไม่มีชีวิต เช่น กำแพง เสาไฟฟ้า ฟุตบาท หรือต้นไม้
- ถูกรถคันอื่นเฉี่ยวชนแล้วหลบหนีไป โดยไม่สามารถจดจำหมายเลขทะเบียนหรือรายละเอียดของคู่กรณีได้
- ความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย เช่น กิ่งไม้หล่นใส่ หินดีดใส่กระจกขณะขับขี่
- รอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ รอบคันที่เกิดขึ้นในเวลาต่างกัน แต่ต้องการรวบรวมเพื่อซ่อมสีทีเดียว
สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ การเคลมแห้งเกือบทุกกรณีจะถูกพิจารณาว่าผู้เอาประกันเป็น “ฝ่ายผิด” เนื่องจากไม่มีคู่กรณีมารับผิดชอบความเสียหาย ซึ่งมักจะนำไปสู่การต้องชำระค่า Excess
ข้อดีของการเคลมแห้ง
- ความสะดวกและประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่ประกัน ณ ที่เกิดเหตุ สามารถขับรถใช้งานต่อไปได้ตามปกติ และนำรถไปแจ้งเคลมเมื่อสะดวก
- ความยืดหยุ่น: สามารถรวบรวมความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ หลายจุด เพื่อทำเรื่องเคลมและจัดซ่อมในคราวเดียวกันได้ ช่วยประหยัดเวลาในการนำรถเข้า-ออกอู่ซ่อม
ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวัง
- มีค่าใช้จ่ายส่วนแรก (Excess): กรณีส่วนใหญ่ของการเคลมแห้งที่ไม่มีคู่กรณี ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่า Excess ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์
- ความเสี่ยงในการลืมรายละเอียด: การทิ้งระยะเวลานานก่อนแจ้งเคลม อาจทำให้ลืมรายละเอียดของเหตุการณ์ เช่น วันเวลา สถานที่ และลักษณะการเกิดเหตุ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นในการกรอกเอกสารแจ้งเคลม
- ผลกระทบต่อประวัติการเคลม: เนื่องจากการเคลมแห้งถือเป็นการเคลมแบบมีฝ่ายผิด จึงส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณส่วนลดประวัติดีในปีถัดไป
ตารางเปรียบเทียบ: เคลมแห้ง vs เคลมสด 2569
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างการเคลมทั้งสองรูปแบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปเปรียบเทียบประเด็นสำคัญต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ลักษณะ | เคลมสด (Fresh Claim) | เคลมแห้ง (Dry Claim) |
|---|---|---|
| ประเภทอุบัติเหตุ | มีคู่กรณี (รถชนรถ) หรือมีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต | ไม่มีคู่กรณี หรือระบุคู่กรณีไม่ได้ (เช่น ชนกำแพง, ถูกข่วน) |
| การแจ้งเคลม | ต้องแจ้งบริษัทประกันภัยทันที ณ ที่เกิดเหตุ | สามารถรวบรวมความเสียหายและแจ้งเคลมในภายหลังได้ |
| เจ้าหน้าที่ประกัน | จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่สำรวจภัยมาตรวจสอบ ณ ที่เกิดเหตุ | ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่มาที่เกิดเหตุ สามารถนำรถไปติดต่อบริษัทได้เลย |
| ค่า Excess | ไม่ต้องจ่ายหากเป็นฝ่ายถูก, อาจต้องจ่ายหากเป็นฝ่ายผิด | ส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่า Excess เนื่องจากไม่มีคู่กรณี (ถือเป็นฝ่ายผิด) |
| ผลกระทบต่อประวัติ | หากเป็นฝ่ายถูก จะไม่เสียประวัติ / หากเป็นฝ่ายผิด จะเสียประวัติ | เสียประวัติการเคลมเสมอ เนื่องจากเป็นการเคลมแบบฝ่ายผิด |
| ความเหมาะสม | อุบัติเหตุรุนแรง, มีคู่กรณีชัดเจน, มีผู้บาดเจ็บ | อุบัติเหตุเล็กน้อย, ไม่มีคู่กรณี, ความเสียหายไม่กระทบการขับขี่ |
ค่า Excess คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเคลมอย่างไร?
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความสับสนและเป็นข้อกังวลสำหรับผู้เอาประกันคือ “ค่า Excess” หรือค่าเสียหายส่วนแรก คำนี้มักปรากฏขึ้นเมื่อมีการพูดถึงการเคลมแห้ง การทำความเข้าใจเงื่อนไขของค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น
คำจำกัดความของค่า Excess
ค่า Excess (เอ็กเซส) คือ ค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบด้วยตนเองต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้สำหรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จุดประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันการแจ้งเคลมโดยไม่มีเหตุอันควร หรือสำหรับความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ขับขี่ควรใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
กรณีที่ต้องจ่ายและไม่ต้องจ่ายค่า Excess
การจะพิจารณาว่าต้องจ่ายค่า Excess หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุบัติเหตุเป็นสำคัญ โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้
กรณีที่ต้องจ่ายค่า Excess:
- การเคลมแห้งที่ไม่มีคู่กรณี: เป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุด เช่น การขับรถเฉี่ยวชนเสา กำแพง หรือฟุตบาท เนื่องจากไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบความเสียหายได้ ผู้เอาประกันจึงต้องรับผิดชอบค่า Excess เอง
- ความเสียหายที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้: เช่น รอยขีดข่วนรอบคันที่ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือถูกชนแล้วหนีโดยไม่สามารถระบุทะเบียนคู่กรณีได้
- การเคลมที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด: ในบางกรมธรรม์อาจมีการระบุเงื่อนไขให้จ่ายค่า Excess หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุนั้นๆ
กรณีที่ไม่ต้องจ่ายค่า Excess:
- อุบัติเหตุรถชนรถและสามารถระบุคู่กรณีได้: หากอุบัติเหตุนั้นมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกที่จดทะเบียนถูกต้อง และผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูก จะได้รับการยกเว้นการจ่ายค่า Excess โดยบริษัทประกันของคู่กรณีจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
- การพลิกคว่ำ: หากรถยนต์เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำโดยไม่มีคู่กรณี ก็มักจะได้รับการยกเว้นค่า Excess เช่นกัน
เคลมแบบไหน ‘เสียประวัติ’ และกระทบเบี้ยประกันรถยนต์ 2569 มากกว่ากัน?
คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เอาประกันหลายคนคือ การเคลมประเภทใดที่จะส่งผลเสียต่อ “ประวัติการเคลม” และทำให้เบี้ยประกันในปีถัดไปสูงขึ้น ซึ่งคำตอบนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับหลักการของ “ส่วนลดประวัติดี” และการพิจารณาว่าเป็น “ฝ่ายผิด” หรือไม่
ประวัติการเคลม (Claim History) คืออะไร?
ประวัติการเคลม คือ บันทึกข้อมูลการแจ้งเคลมทั้งหมดของผู้เอาประกันในแต่ละปีกรมธรรม์ บริษัทประกันภัยจะใช้ข้อมูลนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการประเมินความเสี่ยงและคำนวณเบี้ยประกันสำหรับปีต่ออายุ หากผู้เอาประกันไม่มีการแจ้งเคลมเลย หรือมีการเคลมแต่เป็นฝ่ายถูกตลอดทั้งปี จะถือว่ามี “ประวัติดี” ในทางกลับกัน หากมีการแจ้งเคลมที่เป็นฝ่ายผิด ประวัติการเคลมก็จะเสียไป
ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus – NCB)
ส่วนลดประวัติดีเป็นสิทธิประโยชน์ที่บริษัทประกันมอบให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติการขับขี่ที่ดีและไม่มีการเคลมที่เป็นฝ่ายผิด โดยส่วนลดนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดในแต่ละปีที่ไม่มีการเคลม ดังนี้:
- ปีที่ 1 (ไม่มีการเคลม): ได้รับส่วนลด 20% ในปีถัดไป
- ปีที่ 2 (ไม่มีการเคลมติดต่อกัน): ได้รับส่วนลด 30%
- ปีที่ 3 (ไม่มีการเคลมติดต่อกัน): ได้รับส่วนลด 40%
- ปีที่ 4 (ไม่มีการเคลมติดต่อกัน): ได้รับส่วนลดสูงสุด 50%
เมื่อใดก็ตามที่มีการเคลมที่เป็นฝ่ายผิดเกิดขึ้น ส่วนลดประวัติดีที่สะสมมาจะถูกปรับลดลง หรืออาจจะหายไปทั้งหมด ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท ซึ่งจะส่งผลให้เบี้ยประกันรถยนต์ 2569 และปีต่อๆ ไปสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สรุป: เคลมแห้งหรือเคลมสดเสียประวัติมากกว่า?
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็น “เคลมแห้ง” หรือ “เคลมสด” แต่อยู่ที่ว่าการเคลมนั้นเป็นการเคลมแบบ “มีฝ่ายผิด” หรือไม่
- เคลมแห้ง: ถือเป็นการเคลมแบบมีฝ่ายผิดเสมอ เนื่องจากไม่มีคู่กรณีมารับผิดชอบ ดังนั้นการเคลมแห้ง ทุกครั้ง จะทำให้เสียประวัติและเสียส่วนลดประวัติดี
- เคลมสด: ผลกระทบขึ้นอยู่กับผลการพิจารณา
- หากเป็นฝ่ายถูก: จะไม่เสียประวัติ และไม่กระทบส่วนลดประวัติดี
- หากเป็นฝ่ายผิด หรือประมาทร่วม: จะเสียประวัติและเสียส่วนลดประวัติดี เช่นเดียวกับการเคลมแห้ง
ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า การเคลมแห้งส่งผลเสียต่อประวัติเทียบเท่ากับการเคลมสดที่เป็นฝ่ายผิด หากต้องการรักษาประวัติดีไว้ การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ตนเองเป็นฝ่ายผิดคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากเกิดความเสียหายเล็กน้อยจากการเคลมแห้ง ผู้เอาประกันอาจต้องพิจารณาเปรียบเทียบค่าซ่อมกับค่า Excess และผลกระทบต่อเบี้ยประกันในปีถัดไป บางกรณีการจ่ายค่าซ่อมเองอาจคุ้มค่ากว่าการแจ้งเคลม
บทสรุปและการดูแลรักษารถยนต์หลังเกิดเหตุ
การเลือกระหว่าง เคลมแห้ง vs เคลมสด 2569 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เคลมสดเหมาะสำหรับอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีชัดเจนและต้องการกระบวนการที่เป็นทางการ ในขณะที่เคลมแห้งให้ความสะดวกสำหรับความเสียหายเล็กน้อยที่ไม่มีคู่กรณี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เอาประกันต้องตระหนักอยู่เสมอคือผลกระทบที่ตามมา ทั้งค่าใช้จ่าย Excess และการเสียประวัติการเคลม ซึ่งจะส่งผลต่อเบี้ยประกันในระยะยาว การตัดสินใจอย่างรอบคอบโดยพิจารณาจากเงื่อนไขกรมธรรม์และความคุ้มค่าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดจากการเคลมประเภทใด การฟื้นฟูสภาพรถยนต์ให้กลับมาสมบูรณ์และสวยงามดังเดิมคือขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่การซ่อมสีตัวถัง การขจัดรอยขีดข่วน ไปจนถึงการเคลือบแก้วเพื่อปกป้องผิวรถในระยะยาว การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รถยนต์คู่ใจกลับมามีสภาพดีที่สุด
สำหรับผู้ที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง ที่กำลังมองหาศูนย์บริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ครบวงจรหลังการซ่อมแซม HYPERLAB CAR DETAILLING คือคำตอบสำหรับทุกความต้องการ ด้วยบริการมาตรฐานสูง ตั้งแต่การล้าง ขัดสี เคลือบแก้ว ไปจนถึงการซ่อมแซมรอยเฉพาะจุดโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อคืนความเงางามและปกป้องรถยนต์ของคุณให้เหมือนใหม่อีกครั้ง
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 ที่อยู่: 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000