ประกันรถ EV ปี 2026 แพงจริงไหม? เปิดเบี้ยใหม่ล่าสุด
กระแสความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ประกันรถ EV ปี 2026 แพงจริงไหม? เปิดเบี้ยใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักสำหรับผู้ที่สนใจและเจ้าของรถ EV ในปัจจุบัน บทความนี้จะวิเคราะห์โครงสร้างเบี้ยประกันอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าค่าเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2026 นั้นมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และมีปัจจัยใดบ้างที่เป็นตัวกำหนด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- เบี้ยประกันรถ EV ปี 2026 มีราคาสูงกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนการซ่อมแซมและอะไหล่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่มีราคาสูง
- อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ที่สูงเกิน 120% เป็นปัจจัยกดดันให้บริษัทประกันภัยต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันสำหรับปี 2026
- เบี้ยประกันมีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่นรถ และประเภทของความคุ้มครอง โดยรถยนต์กลุ่มพรีเมียมอาจมีเบี้ยสูงถึง 60,000 บาทต่อปี หรือมากกว่า ในขณะที่รุ่นเริ่มต้นอาจอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท
- ความคุ้มครองพิเศษสำหรับรถ EV เช่น ความเสียหายต่อแบตเตอรี่, เครื่องชาร์จ EV Charger และสายชาร์จ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้น
ภาพรวมเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าปี 2026
ในปี 2026 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ภาคธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการและความเสี่ยงที่แตกต่างไปจากรถยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าเบี้ยประกันรถ EV โดยเฉพาะประกันชั้น 1 มีราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปจริง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง ทั้งในด้านเทคโนโลยี ต้นทุนอะไหล่ และสถิติการเคลมที่ผ่านมา
การทำความเข้าใจถึงที่มาของค่าเบี้ยที่สูงขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของรถและผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถ EV เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและเลือกกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในสภาวการณ์ปัจจุบัน
เจาะลึกสาเหตุที่ทำให้เบี้ยประกันรถ EV สูงขึ้น
การกำหนดอัตราเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยความเสี่ยงและต้นทุนแฝงอีกหลายประการ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เบี้ยประกันสูงกว่ารถยนต์สันดาปในระดับราคาเดียวกัน
ต้นทุนการซ่อมและอะไหล่: ปัจจัยหลักที่มองข้ามไม่ได้
หัวใจสำคัญที่ทำให้ค่าซ่อมรถ EV สูงคือ “แบตเตอรี่” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดในตัวรถ หากเกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอาจสูงถึง 50-70% ของราคารถทั้งคัน นอกจากนี้ อะไหล่ชิ้นอื่นๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า, ระบบจัดการพลังงาน, และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็มีราคาสูงและต้องใช้ช่างผู้ชำนาญการเฉพาะทางในการซ่อมแซม
ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมประกันภัยระบุว่า อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สำหรับรถ EV พุ่งสูงเกิน 120% หมายความว่า สำหรับทุกๆ 100 บาทที่บริษัทประกันได้รับเป็นค่าเบี้ย จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนออกไปถึง 120 บาท ตัวเลขนี้สะท้อนถึงต้นทุนการเคลมที่สูงมากและเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้บริษัทประกันต้องปรับขึ้นเบี้ยในปี 2026 เพื่อรักษาสมดุลทางธุรกิจ
ความคุ้มครองพิเศษเฉพาะทางสำหรับรถ EV
กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้คุ้มครองแค่ตัวถังและเครื่องยนต์เหมือนรถทั่วไป แต่ยังต้องครอบคลุมอุปกรณ์พิเศษที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับเบี้ยประกันภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคุ้มครองเหล่านี้ประกอบด้วย:
- ความเสียหายต่อแบตเตอรี่: คุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุ แต่มักมีการหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน เช่น ในปีที่ 3 ของการใช้งาน หากต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ กรมธรรม์อาจจ่ายให้เพียง 70-80% ของราคาแบตเตอรี่ใหม่
- เครื่องชาร์จ EV Charger และสายชาร์จ: ให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับอุปกรณ์ชาร์จ ทั้งที่ติดตั้งที่บ้าน (Wallbox) และสายชาร์จแบบพกพา ซึ่งอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรหรืออุบัติเหตุ
- ปัญหาด้านซอฟต์แวร์: รถ EV พึ่งพาซอฟต์แวร์ในการควบคุมระบบต่างๆ ความคุ้มครองบางกรมธรรม์อาจขยายไปถึงความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นความคุ้มครองที่ไม่พบในประกันรถยนต์สันดาป
ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อค่าเบี้ย
นอกเหนือจากต้นทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่บริษัทประกันนำมาพิจารณาในการคำนวณเบี้ยประกันรถ EV ได้แก่:
- พฤติกรรมการขับขี่: รถ EV มีอัตราเร่งสูง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหากผู้ขับขี่ไม่มีความคุ้นเคย บริษัทประกันจึงอาจพิจารณาประวัติการขับขี่ของผู้เอาประกันอย่างเข้มงวด
- รุ่นรถและยี่ห้อ: รถยนต์กลุ่มพรีเมียมที่มีสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีซับซ้อน เช่น Tesla หรือ MAXUS ย่อมมีเบี้ยประกันที่สูงกว่ารถ EV ในกลุ่มราคาประหยัด เช่น Neta หรือ ORA
- เงื่อนไขการระบุผู้ขับขี่: กรมธรรม์ประกันรถ EV ส่วนใหญ่มักกำหนดให้ต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ 1-5 คน เพื่อจำกัดความเสี่ยง การไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่อาจทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้นหรือไม่สามารถทำประกันได้ในบางกรณี
อัปเดตเบี้ยประกันรถ EV ล่าสุดประจำปี 2026
จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 พบว่าอัตราเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละรุ่นและบริษัทประกันภัย โดยสามารถแบ่งกลุ่มราคาได้ตามประเภทของรถ
ตารางเปรียบเทียบเบี้ยประกันชั้น 1 ตามรุ่นยอดนิยม
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างแสดงอัตราเบี้ยประกันภัยชั้น 1 เริ่มต้นสำหรับรถ EV รุ่นยอดนิยมในตลาดประเทศไทย ข้อมูลนี้เป็นเพียงค่าประมาณการเบื้องต้น ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามทุนประกัน โปรโมชัน และเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
| แบรนด์ | รุ่น | เบี้ยประกันเริ่มต้น (บาท/ปี) |
|---|---|---|
| Tesla | Model 3 | 44,370 |
| Tesla | Model Y | 47,110 |
| BYD | Dolphin | 22,500 |
| BYD | Seal | 30,500 |
| BYD | ATTO 3 | 25,500 |
| Neta | Neta V | 17,105 |
| ORA | Good Cat | 21,867 |
| MG | EP | 21,917 |
| MG | ZS EV | 21,204 |
| MAXUS | 9 | 54,829 |
ภาพรวมช่วงราคาเบี้ยประกันในแต่ละประเภท
จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปภาพรวมช่วงราคาเบี้ยประกันได้ดังนี้:
- กลุ่มรถ EV ราคาประหยัด (Neta, ORA, MG): เบี้ยประกันชั้น 1 เริ่มต้นที่ประมาณ 17,000 – 25,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด
- กลุ่มรถ EV ระดับกลาง (BYD): มีเบี้ยประกันชั้น 1 อยู่ในช่วง 22,500 – 30,500 บาทต่อปี สะท้อนถึงราคาและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
- กลุ่มรถ EV พรีเมียม (Tesla, MAXUS): เบี้ยประกันชั้น 1 สูงอย่างเห็นได้ชัด โดยเริ่มต้นที่ 44,000 บาท และอาจสูงถึง 62,000 บาทหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและทุนประกัน สำหรับบางรุ่นที่มีราคาสูงมาก เบี้ยประกันอาจแตะระดับ 90,000 – 100,000 บาทต่อปีได้เช่นกัน
- ประกันประเภทอื่นๆ: สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ประกันชั้น 3 อาจมีราคาเริ่มต้นเพียง 5,000 – 5,100 บาท ส่วนประกันชั้น 2 อาจอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท แต่ความคุ้มครองจะจำกัดกว่ามากและอาจไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกัน
ข้อควรรู้และคำแนะนำก่อนตัดสินใจต่อประกันรถยนต์ไฟฟ้า
การเลือกประกันรถ EV ไม่ใช่แค่การมองหาเบี้ยที่ถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาความคุ้มครองและเงื่อนไขต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
การพิจารณาเงื่อนไขความคุ้มครองแบตเตอรี่
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “การหักค่าเสื่อมราคาแบตเตอรี่” ควรอ่านรายละเอียดในกรมธรรม์ให้ชัดเจนว่าบริษัทประกันมีนโยบายหักค่าเสื่อมในอัตราเท่าไรต่อปี เพราะส่วนนี้จะส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเงินที่ได้รับหากต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ การเลือกกรมธรรม์ที่หักค่าเสื่อมน้อยที่สุดอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว แม้เบี้ยประกันจะสูงกว่าเล็กน้อยก็ตาม
โปรโมชันและข้อเสนอพิเศษที่น่าจับตา
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทประกันภัยมักมีข้อเสนอพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้า ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 MG ได้มอบข้อเสนอประกัน EV Lifetime Warranty ซึ่งเป็นการรับประกันที่ไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ นับเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ใช้รถเยอะและต้องการความอุ่นใจในระยะยาว นอกจากนี้ แพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกันยังมีโปรโมชันผ่อนชำระ 0% ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้
ความสำคัญของการเปรียบเทียบประกันรถ EV
เนื่องจากเบี้ยประกันและเงื่อนไขความคุ้มครองมีความแตกต่างกันมากในแต่ละบริษัท การใช้แพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกันออนไลน์ เช่น TQM, Mrkumka, หรือ EasySunday จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้สามารถเห็นข้อเสนอจากหลายบริษัทได้ในที่เดียว ทำให้สามารถตัดสินใจเลือกกรมธรรม์ที่ตรงกับงบประมาณและความต้องการความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับบริษัทประกันอีกครั้งก่อนตัดสินใจ เนื่องจากอัตราเบี้ยมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ
สรุปแนวโน้มและแนวทางการเลือกประกันรถ EV ที่เหมาะสม
จากข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่า ประกันรถ EV ปี 2026 แพงกว่ารถยนต์สันดาปจริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนการซ่อมแซมที่สูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับสถิติการเคลมที่สูง ทำให้บริษัทประกันต้องปรับเบี้ยขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม อัตราเบี้ยยังคงมีความหลากหลาย ผู้บริโภคสามารถเลือกประกันที่เหมาะสมกับตนเองได้โดยการเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายบริษัท และให้ความสำคัญกับรายละเอียดความคุ้มครอง โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับแบตเตอรี่
การลงทุนกับรถยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการดูแลรักษารถให้มีสภาพดีเยี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยรักษาทั้งมูลค่าและสมรรถนะของรถในระยะยาว นอกเหนือจากการเลือกประกันที่ให้ความคุ้มครองทางการเงินแล้ว การดูแลรักษาสภาพภายนอกของรถก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
สำหรับเจ้าของรถยนต์ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ต้องการบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์อย่างมืออาชีพ HYPERLAB CAR DETAILLING พร้อมให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การล้าง ขัด เคลือบสี ไปจนถึงการซ่อมสี เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าคันสำคัญดูใหม่และเงางามอยู่เสมอ
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น.
ที่อยู่: 612 ม. 3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์ติดต่อ: 066-156-9878
เพื่อการดูแลรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งการป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันภัย และการรักษาสภาพความสวยงามด้วยบริการดีเทลลิ่งคุณภาพ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการได้ทันที