ประกันรถ EV ปี 2026 แพงขึ้นจริง? เปิดปัจจัยที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
- ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- แนวโน้มเบี้ยประกันรถ EV ในปี 2569
- เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้เบี้ยประกันรถ EV สูงขึ้น
- กฎระเบียบใหม่จาก คปภ. และผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
- แนวโน้มตลาดและความท้าทายอื่นๆ ในปี 2569
- เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถ EV ประเภทต่างๆ ในปี 2026
- ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV และทำประกัน
- บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ
กระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามสำคัญที่ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อหรือเป็นเจ้าของรถ EV อยู่แล้วต้องเผชิญคือ “ประกันรถ EV ปี 2026 แพงขึ้นจริง?” คำตอบจากแนวโน้มและข้อมูลในปัจจุบันชี้ชัดว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เบี้ยประกันจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่ซับซ้อน ตั้งแต่เทคโนโลยีของตัวรถไปจนถึงโครงสร้างการประเมินความเสี่ยงของอุตสาหกรรมประกันภัย
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
- เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2569 มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านเทคโนโลยี ค่าซ่อม และข้อมูลสถิติที่จำกัด ทำให้การประเมินความเสี่ยงมีความท้าทาย
- ค่าซ่อมและราคาอะไหล่ที่สูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) พุ่งสูง ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณเบี้ยประกัน
- กฎเกณฑ์ใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และความไม่แน่นอนของตลาดรถ EV เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนเบี้ยประกัน
- การเปรียบเทียบความคุ้มครองและเงื่อนไขจากหลายบริษัทประกันภัย รวมถึงการทำความเข้าใจกรมธรรม์เฉพาะทางสำหรับรถ EV เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภค
แนวโน้มเบี้ยประกันรถ EV ในปี 2569
คำถามที่ว่า ประกันรถ EV ปี 2026 แพงขึ้นจริง? กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สำคัญในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจแนวโน้มนี้จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปถึงข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 2566-2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดรถ EV เริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญและอุตสาหกรรมประกันภัยเริ่มเก็บข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างราคาเบี้ยประกัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในปี 2569 หรือ ค.ศ. 2026
ความสำคัญของประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่กำลังจะซื้อรถ EV คันใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าของรถ EV ปัจจุบันที่กำลังจะต่อประกันรถ EV ในอนาคตด้วย การตระหนักถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อเบี้ยประกันจะช่วยให้สามารถวางแผนทางการเงินและเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่แท้จริงของรถยนต์ประเภทนี้ได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์และประกันภัยที่ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้เบี้ยประกันรถ EV สูงขึ้น
เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่สูงกว่ารถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่แนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกในปี 2569 นั้นมีรากฐานมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่บริษัทประกันภัยต้องนำมาพิจารณาเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
ข้อมูลสถิติที่จำกัดและความเสี่ยงที่ประเมินได้ยาก
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทประกันในประเทศไทยคือปริมาณข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอ แม้ว่ายอดขายรถ EV จะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของรถ EV บนท้องถนนยังคงน้อยมาก โดยมีข้อมูลระบุว่าคิดเป็นเพียง 0.12% ของรถยนต์ที่จดทะเบียนทั้งหมดในประเทศ การขาดข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมการขับขี่ และต้นทุนการซ่อมที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ ทำให้บริษัทประกันภัยไม่สามารถสร้างแบบจำลองความเสี่ยงที่แม่นยำได้
ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันหลายแห่งจึงจำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศ ซึ่งอาจมีสภาพแวดล้อมการขับขี่ ต้นทุนแรงงาน และราคาอะไหล่ที่แตกต่างจากประเทศไทย การอ้างอิงข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การตั้งสมมติฐานความเสี่ยงที่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งมีการประเมินว่าอาจทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นถึง 20-30% เพื่อเป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
ต้นทุนค่าซ่อมและอะไหล่ที่สูงกว่ารถยนต์สันดาป
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุดต่อเบี้ยประกันรถ EV คือ ค่าซ่อมรถ EV ที่สูงลิ่ว ชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมต่างๆ มีราคาสูงและมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีมากกว่าชิ้นส่วนของรถยนต์สันดาปอย่างมาก โดยเฉพาะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจของรถ EV หากได้รับความเสียหายรุนแรง อาจมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเทียบเท่ากับ 50-70% ของราคารถทั้งคัน
ต้นทุนที่สูงนี้สะท้อนออกมาในตัวเลข “อัตราค่าสินไหมทดแทน” (Loss Ratio) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของธุรกิจประกันภัย โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2567 พบว่า Loss Ratio สำหรับรถ EV พุ่งสูงถึง 113.02%
ตัวเลข Loss Ratio ที่สูงเกิน 100% หมายความว่า สำหรับเบี้ยประกันทุกๆ 100 บาทที่บริษัทประกันได้รับจากลูกค้ารถ EV บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน (ค่าซ่อม) ออกไปถึง 113.02 บาท ซึ่งเป็นภาวะขาดทุนอย่างชัดเจน และเป็นแรงกดดันมหาศาลให้บริษัทประกันต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันในอนาคตเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและกระบวนการซ่อมเฉพาะทาง
การซ่อมรถ EV ไม่สามารถทำได้ในอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วไป แต่ต้องอาศัยช่างเทคนิคที่มีความชำนาญเฉพาะทางและเครื่องมือพิเศษในการวินิจฉัยและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าแรงสูง ศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อมยังมีจำนวนจำกัด ทำให้เกิดปัญหาคอขวดและอาจมีค่าแรงที่สูงกว่าการซ่อมรถยนต์ปกติ นอกจากนี้ การซ่อมแซมโครงสร้างตัวถังของรถ EV บางรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชุดแบตเตอรี่ก็มีความซับซ้อนและต้องใช้เทคนิคเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ถูกผลักภาระมายังค่าสินไหมทดแทนและเบี้ยประกันในท้ายที่สุด
กฎระเบียบใหม่จาก คปภ. และผลกระทบต่อเบี้ยประกัน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบตลาดประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค โดยได้ออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติสำหรับกรมธรรม์รถ EV ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปี 2566-2567 เป็นต้นมา
การกำหนดกรอบความคุ้มครองที่ชัดเจนขึ้น
กฎเกณฑ์ใหม่นี้มุ่งเน้นให้กรมธรรม์มีความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะทางของรถ EV มากขึ้น เช่น ความเสียหายต่อแบตเตอรี่จากอุบัติเหตุ, ความเสียหายต่อสายชาร์จและเครื่องชาร์จ Wallbox, ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีเกิดเหตุจากระบบไฟฟ้าของรถ เป็นต้น แม้ว่าการกำหนดความคุ้มครองที่ชัดเจนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เอาประกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการบังคับให้บริษัทประกันต้องรับความเสี่ยงในส่วนที่มีมูลค่าความเสียหายสูงอย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลให้ต้นทุนในการรับประกันภัยสูงขึ้น และอาจถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบของเบี้ยประกันที่ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้นนั่นเอง
แนวโน้มตลาดและความท้าทายอื่นๆ ในปี 2569
นอกเหนือจากปัจจัยหลักที่กล่าวมาข้างต้น ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังมีความผันผวนและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งสร้างความท้าทายเพิ่มเติมให้กับการกำหนดอัตราเบี้ยประกันในระยะยาว
ความผันผวนของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า
ความมั่นคงทางการเงินและสถานะของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นปัจจัยที่บริษัทประกันนำมาพิจารณา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของรถยนต์ยี่ห้อ NETA ที่ประสบปัญหาบางประการ ทำให้บริษัทประกันบางแห่งตัดสินใจหยุดรับทำประกันหรือปรับเบี้ยประกันสำหรับรถยี่ห้อดังกล่าวสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากกังวลถึงปัญหาการหาอะไหล่ในระยะยาวและความต่อเนื่องในการให้บริการหลังการขาย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องแบกรับ
นวัตกรรมใหม่และอนาคตของประกันภัย
เทคโนโลยีในโลกยานยนต์ไฟฟ้าไม่เคยหยุดนิ่ง การเกิดขึ้นของนวัตกรรมอย่างระบบสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (Range Extended Electric Vehicle – REEV) ล้วนสร้างโจทย์ใหม่ให้กับการประกันภัย บริษัทประกันต้องประเมินความเสี่ยงของเทคโนโลยีเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ความทนทานของกลไกการสลับแบตเตอรี่ ไปจนถึงความเสี่ยงของเครื่องยนต์ขนาดเล็กในรถ REEV ซึ่งการประเมินความเสี่ยงใหม่นี้มักจะเริ่มต้นด้วยการตั้งเบี้ยประกันในระดับที่สูงไว้ก่อนในช่วงแรก
เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถ EV ประเภทต่างๆ ในปี 2026
แม้แนวโน้มโดยรวมคือเบี้ยประกันที่สูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังคงมีทางเลือกที่หลากหลายตามประเภทของรถยนต์และระดับความคุ้มครองที่ต้องการ การทำความเข้าใจช่วงราคาและขอบเขตความคุ้มครองของประกันแต่ละประเภทจะช่วยในการตัดสินใจได้ดีขึ้น
| ประเภทประกัน | กลุ่มรถยนต์ | ช่วงราคาเบี้ยประกันโดยประมาณ (ต่อปี) | ความคุ้มครองหลัก |
|---|---|---|---|
| ประกัน EV ชั้น 1 | รถ EV ระดับพรีเมียม / สมรรถนะสูง (เช่น Tesla, Porsche Taycan) | 70,000 – 120,000+ บาท | คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ (รวมแบตเตอรี่), สูญหาย, ไฟไหม้, น้ำท่วม, และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก |
| ประกัน EV ชั้น 1 | รถ EV ทั่วไป (เช่น BYD, ORA, MG) | 30,000 – 65,000 บาท | เช่นเดียวกับรถพรีเมียม แต่ทุนประกันและเบี้ยจะต่ำกว่าตามราคารถ |
| ประกันชั้น 2+ / 3+ | รถ EV ราคาประหยัด / รถที่มีอายุหลายปี | 10,000 – 20,000 บาท | คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากอุบัติเหตุรถชนรถ และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (เงื่อนไขแตกต่างกันไป) |
| ประกันชั้น 3 | รถ EV ราคาประหยัด | 5,000 – 8,000 บาท | คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเท่านั้น |
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV และทำประกัน
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะเข้าสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้า การเตรียมตัวและทำความเข้าใจในมิติของค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
การเปรียบเทียบราคาและความคุ้มครอง
อย่าตัดสินใจเลือกบริษัทประกันเพียงเพราะเบี้ยประกันถูกที่สุด ควรใช้เวลาในการเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายๆ บริษัท อ่านรายละเอียดความคุ้มครองอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ เช่น คุ้มครองกรณีอุบัติเหตุกี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า, มีเงื่อนไขการเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างไร, และคุ้มครองความเสียหายต่ออุปกรณ์ชาร์จหรือไม่
ทำความเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์ตามเกณฑ์ คปภ.
ศึกษาข้อกำหนดและมาตรฐานใหม่ที่ คปภ. กำหนดขึ้นสำหรับกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ไฟฟ้า 2569 เพื่อให้ทราบถึงสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ การมีความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้จะช่วยให้สามารถเจรจาหรือเลือกแผนประกันที่ตรงกับความต้องการและไม่เสียเปรียบได้
ประเมินค่าใช้จ่ายระยะยาว
เมื่อคำนวณต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV อย่านำแค่ราคาซื้อรถและค่าไฟฟ้ามาพิจารณา แต่ต้องรวมค่าเบี้ยประกันรายปีที่อาจสูงขึ้นเข้าไปในสมการด้วย โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีแรกที่ค่าเสื่อมราคารถยังไม่สูงมาก เบี้ยประกันชั้น 1 จะยังคงเป็นค่าใช้จ่ายก้อนสำคัญ การวางแผนทางการเงินโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
ตลาดประกันภัยรถ EV ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และราคา การติดตามข่าวสาร โปรโมชั่น และนวัตกรรมใหม่ๆ จากบริษัทประกันภัยจะช่วยให้ได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดเมื่อถึงเวลาต้อง ต่อประกันรถ EV
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ
สรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ประกันรถ EV ปี 2026 แพงขึ้นจริง?” คือ มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นจริง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจนจากต้นทุนค่าซ่อมและอะไหล่ที่สูงลิ่ว, ข้อมูลสถิติในประเทศที่ยังไม่เพียงพอ, กฎระเบียบใหม่ที่เพิ่มความครอบคลุมแต่ก็อาจเพิ่มต้นทุน และความผันผวนของตลาดที่ยังคงดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้เบี้ยประกันจะสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารถ EV จะไม่น่าสนใจอีกต่อไป ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับมุมมองและวางแผนอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น การเลือกประเภทประกันที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและมูลค่าของรถ การเปรียบเทียบข้อเสนออย่างละเอียด และการเตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายระยะยาว คือกุญแจสำคัญในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีความสุขและสบายใจในยุคเปลี่ยนผ่านนี้
การดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้ดีเยี่ยมอยู่เสมอไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งาน แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนถึงความใส่ใจของผู้ขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลดีในระยะยาว สำหรับการดูแลรักษาสีรถยนต์และสภาพภายนอกให้เหมือนใหม่ เพื่อคงมูลค่าของรถยนต์ไฟฟ้าของคุณไว้ให้ได้นานที่สุด HYPERLAB CAR DETAILLING มีบริการล้าง ขัด เคลือบ และซ่อมสีรถยนต์ครบวงจรที่ขอนแก่น ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ