รถโดนชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. เคลมได้ไหม? เปิดขั้นตอน 2568
- สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้
- ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชนแล้วหนี” และความสำคัญของ พ.ร.บ.
- พ.ร.บ. คืออะไร และคุ้มครองอะไรบ้างในกรณีชนแล้วหนี
- เปิดขั้นตอนการเคลม พ.ร.บ. เมื่อรถโดนชนแล้วหนี ฉบับปี 2568
- โทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำผิดฐาน “ชนแล้วหนี”
- ทางเลือกอื่น ๆ หากมีประกันประเภทอื่นร่วมด้วย
- สรุปประเด็นสำคัญ: ชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. ต้องทำอย่างไร
- การดูแลรักษาสภาพรถยนต์หลังเกิดเหตุ
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกรณี “ชนแล้วหนี” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและกังวลใจให้กับผู้เสียหายอย่างมาก คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ หากรถโดนชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. เคลมได้ไหม? บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกและเปิดขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดในปี 2568 เพื่อให้ผู้ใช้รถทุกคนเข้าใจสิทธิและแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้
- เคลมได้แต่มีเงื่อนไข: กรณีถูกชนแล้วหนีโดยไม่ทราบคู่กรณี หากมีเพียง พ.ร.บ. (ประกันภัยภาคบังคับ) จะสามารถเบิกได้เฉพาะ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ที่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาพยาบาลและการบาดเจ็บทางร่างกายเท่านั้น ไม่ครอบคลุมค่าซ่อมรถยนต์
- หลักฐานคือหัวใจสำคัญ: การรวบรวมหลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุ เช่น ภาพถ่าย, วิดีโอจากกล้องหน้ารถ, หรือข้อมูลจากพยาน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินการทั้งทางคดีและการเคลมประกัน
- ต้องแจ้งความทุกครั้ง: “ใบแจ้งความ” หรือ “บันทึกประจำวัน” จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเอกสารบังคับที่ต้องใช้ในการยื่นเรื่องขอรับค่าสินไหมทดแทนจาก พ.ร.บ.
- โทษทางกฎหมายรุนแรง: การกระทำผิดฐานชนแล้วหนีมีโทษตามกฎหมาย ทั้งจำคุกและปรับ โดยความรุนแรงของโทษจะเพิ่มขึ้นหากมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และมีอายุความยาวนานถึง 15 ปี
- ประกันภาคสมัครใจให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า: เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความเสียหายต่อทรัพย์สิน (ตัวรถ) การทำประกันภัยภาคสมัครใจ เช่น ประกันชั้น 1, 2+ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในสถานการณ์เช่นนี้ได้
สถานการณ์ที่รถโดนชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. เคลมได้ไหม? ถือเป็นข้อกังวลหลักสำหรับเจ้าของรถจำนวนมาก เนื่องจาก พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. คือการให้ความคุ้มครองแก่ “บุคคล” ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ดังนั้น การทำความเข้าใจขอบเขตความคุ้มครองและขั้นตอนการเคลมที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้รถทุกคน
ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชนแล้วหนี” และความสำคัญของ พ.ร.บ.
เหตุการณ์ชนแล้วหนีหมายถึงอุบัติเหตุที่ฝ่ายผู้ก่อเหตุขับขี่รถหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยไม่แสดงความรับผิดชอบ และไม่ให้ข้อมูลเพื่อการติดต่อใดๆ ทิ้งให้ผู้เสียหายต้องรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่รถยนต์, รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่คนเดินเท้าที่ถูกเฉี่ยวชน การเตรียมความพร้อมและทราบถึงสิทธิของตนเองจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ความสำคัญของ พ.ร.บ. ในบริบทนี้คือการเป็นหลักประกันพื้นฐานที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประสบภัยทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลในเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความผิด ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินและทำให้ผู้บาดเจ็บเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถจำเป็นต้องตระหนักว่าความคุ้มครองของ พ.ร.บ. นั้นมีขอบเขตที่จำกัด
พ.ร.บ. คืออะไร และคุ้มครองอะไรบ้างในกรณีชนแล้วหนี
คำจำกัดความของ พ.ร.บ. (ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ)
พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คือ กฎหมายที่บังคับให้เจ้าของรถทุกประเภทที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องจัดทำประกันภัย เพื่อเป็นหลักประกันในการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถคันนั้นๆ โดย พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองในรูปแบบของตัวเงินตามที่กฎหมายกำหนด ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล, ค่าปลงศพ และเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือสูญเสียอวัยวะ โดยไม่คำนึงว่าผู้ประสบภัยจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในอุบัติเหตุนั้น
วงเงินความคุ้มครองของ พ.ร.บ. อัปเดตล่าสุดปี 2568
สำหรับกรณีถูกชนแล้วหนีและไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ผู้ประสบภัยจะสามารถเบิกได้เฉพาะ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ซึ่งเป็นวงเงินที่จ่ายให้ก่อนโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. มีดังนี้
| ประเภทความคุ้มครอง | วงเงินค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด) |
|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง) | ไม่เกิน 30,000 บาท/คน |
| กรณีสูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพถาวร | 35,000 บาท/คน |
| กรณีเสียชีวิต | 35,000 บาท/คน |
ข้อจำกัดสำคัญ: พ.ร.บ. ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน (ตัวรถ)
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผู้ใช้รถต้องทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครอง “คน” ไม่ใช่ “รถ” ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ถูกชนแล้วหนีและไม่สามารถติดตามคู่กรณีมา chịu trách nhiệm ได้ ผู้เสียหายจะไม่สามารถเรียกร้องค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของตนเองจาก พ.ร.บ. ได้เลย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผู้เสียหายจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด เว้นแต่จะมีการทำประกันภัยภาคสมัครใจประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม
เปิดขั้นตอนการเคลม พ.ร.บ. เมื่อรถโดนชนแล้วหนี ฉบับปี 2568
เมื่อประสบเหตุที่ไม่คาดคิด การรู้ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้การดำเนินการราบรื่นและรวดเร็วขึ้น
-
ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติและรวบรวมหลักฐานทันที
สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ ตรวจสอบความปลอดภัยของตนเองและผู้โดยสาร หากมีผู้บาดเจ็บให้รีบติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที จากนั้นให้เริ่มรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด:
- ถ่ายภาพและวิดีโอ: บันทึกภาพความเสียหายของรถจากทุกมุม, สภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุ, ร่องรอยบนพื้นถนน และป้ายทะเบียนรถของตนเอง
- กล้องหน้ารถ: หากมีกล้องหน้ารถ ให้รีบตรวจสอบและบันทึกไฟล์วิดีโอช่วงที่เกิดเหตุไว้ทันที เพราะนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในการระบุรูปพรรณหรือทะเบียนรถของคู่กรณี
- พยานในที่เกิดเหตุ: หากมีผู้เห็นเหตุการณ์ ให้ขอข้อมูลติดต่อไว้เพื่อเป็นพยานในภายหลัง
- กล้องวงจรปิด (CCTV): สังเกตบริเวณโดยรอบว่ามีกล้องวงจรปิดจากอาคาร ร้านค้า หรือหน่วยงานราชการในบริเวณนั้นหรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขอตรวจสอบภาพต่อไป
-
ขั้นตอนที่ 2: การแจ้งความที่สถานีตำรวจ
ไม่ว่าความเสียหายจะเล็กน้อยหรือรุนแรง การแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่เกิดเหตุเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและห้ามละเลย ให้นำหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมได้ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี “อุบัติเหตุจราจรและมีผู้หลบหนี” เจ้าหน้าที่จะออกเอกสาร “สำเนาบันทึกประจำวัน” ให้ ซึ่งเอกสารนี้เป็นเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการยื่นเคลม พ.ร.บ.
-
ขั้นตอนที่ 3: ติดต่อบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือบริษัทประกัน
ผู้ประสบภัยสามารถยื่นเรื่องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นได้ที่ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด หรือบริษัทประกันภัยที่รับทำ พ.ร.บ. ของรถคันที่ประสบเหตุ โดยนำเอกสารที่จำเป็นไปยื่นเรื่อง
-
ขั้นตอนที่ 4: เตรียมเอกสารสำหรับการยื่นเคลม
เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น ได้แก่:
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย
- ใบรับรองแพทย์ หรือเอกสารยืนยันการเข้ารับการรักษา
- ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล (ฉบับจริง)
- สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน (ใบแจ้งความ)
- ในกรณีเสียชีวิต ต้องใช้ใบมรณบัตรและเอกสารของทายาทโดยธรรม
-
ระยะเวลาในการยื่นเคลมและรับค่าสินไหม
ผู้ประสบภัยหรือทายาทจะต้องยื่นเรื่องขอรับค่าเสียหายภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว บริษัทประกันหรือบริษัทกลางฯ จะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยภายใน 7 วันทำการ
โทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำผิดฐาน “ชนแล้วหนี”
การขับรถชนแล้วหลบหนีไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่ชัดเจน
บทลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
การชนแล้วหนีถือเป็นความผิดทางอาญา บทลงโทษจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้น:
- กรณีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต: มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต: ถือเป็นเหตุที่ทำให้โทษหนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้กระทำผิดอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับลักษณะความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเสียชีวิต
อายุความและมาตรการเพิ่มเติมทางกฎหมาย
คดีชนแล้วหนีมีอายุความยาวนานถึง 15 ปี ซึ่งหมายความว่าแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนจนพบตัวผู้กระทำผิดได้ ก็ยังสามารถนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่สามารถยึดรถคันที่ก่อเหตุได้ แต่เจ้าของรถไม่มาแสดงตัวภายใน 6 เดือน เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการดำเนินการขายทอดตลาดรถคันดังกล่าวได้
ทางเลือกอื่น ๆ หากมีประกันประเภทอื่นร่วมด้วย
เพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงความเสียหายของตัวรถ การทำประกันภัยภาคสมัครใจจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด การเปรียบเทียบความคุ้มครองในสถานการณ์ “ชนแล้วหนี ไม่ทราบคู่กรณี” ของประกันแต่ละประเภท มีดังนี้
| ประเภทประกัน | คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล (คน) | คุ้มครองค่าซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกัน (รถ) |
|---|---|---|
| พ.ร.บ. | คุ้มครอง (ตามวงเงินค่าเสียหายเบื้องต้น) | ไม่คุ้มครอง |
| ประกันชั้น 3 | คุ้มครอง (ส่วนเกินจาก พ.ร.บ.) | ไม่คุ้มครอง |
| ประกันชั้น 3+ | คุ้มครอง (ส่วนเกินจาก พ.ร.บ.) | ไม่คุ้มครอง (เนื่องจากต้องเป็นเหตุรถชนรถและระบุคู่กรณีได้) |
| ประกันชั้น 2+ | คุ้มครอง (ส่วนเกินจาก พ.ร.บ.) | ไม่คุ้มครอง (เนื่องจากต้องเป็นเหตุรถชนรถและระบุคู่กรณีได้) |
| ประกันชั้น 1 | คุ้มครอง (ส่วนเกินจาก พ.ร.บ.) | คุ้มครอง (สามารถเคลมค่าซ่อมรถตนเองได้ แม้ไม่มีคู่กรณี) |
สรุปประเด็นสำคัญ: ชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. ต้องทำอย่างไร
โดยสรุปแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า “รถโดนชนแล้วหนี มีแค่ พ.ร.บ. เคลมได้ไหม?” คำตอบคือ “เคลมได้เฉพาะค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น แต่ไม่สามารถเคลมค่าซ่อมรถได้” หัวใจสำคัญของการดำเนินการคือการตั้งสติ รวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อนำใบแจ้งความไปใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นเรื่องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจาก พ.ร.บ. ภายใน 180 วัน
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำประกันภัยภาคสมัครใจ โดยเฉพาะประกันภัยชั้น 1 ซึ่งให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดและมอบความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนได้มากกว่า
การดูแลรักษาสภาพรถยนต์หลังเกิดเหตุ
หลังจากผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเคลมประกันแล้ว การฟื้นฟูสภาพรถยนต์ให้กลับมาสวยงามและสมบูรณ์ดังเดิมเป็นขั้นตอนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรอยขีดข่วนเล็กน้อยหรือความเสียหายที่ต้องซ่อมสี การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้รถยนต์กลับมามีสภาพดีที่สุด สำหรับการดูแลรักษาสีรถยนต์และฟื้นฟูสภาพภายนอก ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING มีบริการล้าง ขัด เคลือบ และซ่อมสีรถยนต์มาตรฐานสูงในจังหวัดขอนแก่น พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อดูแลรถยนต์ให้กลับมาเงางามเหมือนใหม่ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อประเมินสภาพและรับบริการที่ดีที่สุด