ai generated 191






ต่อภาษีรถ 2569: ส่องอัตราภาษีคาร์บอนใหม่ กระทบใครบ้าง?


ต่อภาษีรถ 2569: ส่องอัตราภาษีคาร์บอนใหม่ กระทบใครบ้าง?

สารบัญ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่วางแผนจะซื้อรถยนต์ใหม่และผู้ที่ต้องจัดการเรื่องค่าภาษีรถยนต์ในภาพรวม การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีคาร์บอน” จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวเลข แต่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐถึงทิศทางของประเทศที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงภาษีรถยนต์ปี 2569

ต่อภาษีรถ 2569: ส่องอัตราภาษีคาร์บอนใหม่ กระทบใครบ้าง? - new-car-carbon-tax-2026

ประเด็นสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ในปี 2569 คือการนำปัจจัยด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาเป็นเกณฑ์หลักในการคำนวณอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บ ณ โรงงานผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และจะถูกรวมเข้าไปในราคาขายปลีกของรถยนต์คันใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ และในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นสู่ตลาด การปรับโครงสร้างภาษีนี้ครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท ตั้งแต่รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแต่ละประเภทจะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • ภาษีตามการปล่อยมลพิษ: โครงสร้างใหม่จะใช้อัตราการปล่อย CO2 เป็นเกณฑ์สำคัญ ทำให้รถที่ปล่อยมลพิษสูงต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
  • ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด: มีการปรับลดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพื่อทำให้มีราคาที่แข่งขันได้และน่าสนใจมากขึ้น
  • กระทบรถยนต์สันดาป: รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รวมถึงรถยนต์ประเภท Eco Car จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างเป็นขั้นบันได
  • มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2569: อัตราภาษีใหม่นี้จะมีผลกับรถยนต์ใหม่ที่ออกจากโรงงานหรือนำเข้ามาจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ของประชาชนโดยตรง ผู้ที่กำลังวางแผนจะออกรถใหม่ในช่วงปี 2568-2569 จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อวางแผนทางการเงินและเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและสอดคล้องกับโครงสร้างกฎหมายรถยนต์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ (มีผล 1 มกราคม 2569)

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่ได้แบ่งประเภทรถยนต์และกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อสะท้อนถึงนโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและลดการพึ่งพารถยนต์สันดาปภายใน การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละกลุ่มจะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับราคารถยนต์แต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ Eco Car

รถยนต์กลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว รวมถึงรถยนต์ในโครงการ Eco Car ซึ่งเคยเป็นที่นิยมอย่างสูงเนื่องจากราคาที่เข้าถึงง่ายและอัตราภาษีที่ต่ำ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีโดยตรง ตามโครงสร้างใหม่ รถยนต์กลุ่มนี้จะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีขึ้น 1% ในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าราคาขายปลีกของรถยนต์เหล่านี้จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

การปรับขึ้นภาษีไม่ได้หยุดอยู่แค่ในปี 2569 เท่านั้น แต่เป็นแผนระยะยาวที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 1% ในปี 2571 และเพิ่มอีก 1% ในปี 2573 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์สันดาปภายในจะค่อยๆ สูงขึ้นในอนาคต มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อค่อยๆ ลดความน่าสนใจของรถยนต์กลุ่มนี้ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคพิจารณาทางเลือกอื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

กลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV)

สำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle – HEV) ซึ่งทำงานผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า ได้รับการส่งเสริมผ่านโครงสร้างภาษีใหม่ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ อัตราภาษีสำหรับรถยนต์ HEV จะถูกปรับลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับรถยนต์ ICE ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน โดยจะเริ่มต้นที่อัตรา 6% ในปี 2569

การลดหย่อนภาษีนี้ทำให้รถยนต์ไฮบริดกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและปล่อยมลพิษต่ำกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป คาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ HEV เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2569 เป็นต้นไป

กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV)

รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle – BEV) คือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปจะถูกปรับลดลงอย่างมาก จากเดิม 8% เหลือเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นถูกลงอย่างเห็นได้ชัด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับรถยนต์ประเภทอื่น

ในส่วนของรถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในประเทศไทย จะได้รับอัตราภาษี 0% ในช่วงแรก แต่จะมีการปรับขึ้นเป็น 2% ในปี 2569 เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น มาตรการนี้ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการภาคขนส่งหันมาพิจารณาใช้รถกระบะไฟฟ้ามากขึ้น

กลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV) ซึ่งสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าและวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางหนึ่ง จะถูกแยกเกณฑ์การจัดเก็บภาษีออกจากกลุ่ม HEV อย่างชัดเจน โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการวิ่งด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก:

  • วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ระยะทาง 80 กิโลเมตรขึ้นไปต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง: จะเสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งเป็นอัตราที่จูงใจ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการใช้งานโหมดไฟฟ้าที่สูง
  • วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางน้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง: จะเสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มแรกเป็นเท่าตัว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตพัฒนารถยนต์ PHEV ที่มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าไกลขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ PHEV ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยจะต้องมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และที่สำคัญคือต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศควบคู่กันไป

ตารางเปรียบเทียบสรุปอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
ประเภทรถยนต์ เงื่อนไข/คุณสมบัติ อัตราภาษีใหม่ (ปี 2569)
รถยนต์สันดาป (ICE) / Eco Car เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป ปรับเพิ่มขึ้น 1% (และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต)
รถยนต์ไฮบริด (HEV) เครื่องยนต์ + มอเตอร์ไฟฟ้า เริ่มต้น 6% (ลดลงครึ่งหนึ่งของ ICE)
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% 2% (ลดลงจาก 8%)
รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup) ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% 2% (ปรับจาก 0%)
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) วิ่งด้วยไฟฟ้า ≥ 80 กม./ชาร์จ 5%
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) วิ่งด้วยไฟฟ้า < 80 กม./ชาร์จ 10%

ผลกระทบต่อผู้ซื้อและตลาดรถยนต์ในภาพรวม

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีรถยนต์ 2569 ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในฝั่งของผู้บริโภคที่กำลังวางแผนซื้อรถ และฝั่งผู้ผลิตที่ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับทิศทางใหม่ของตลาด

การตัดสินใจของผู้บริโภค

สำหรับผู้บริโภค ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ “ราคา” รถยนต์ใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ รถยนต์สันดาปภายในที่เคยเป็นตัวเลือกหลักอาจมีราคาจำหน่ายสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้บริโภคจำนวนมากตัดสินใจเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

การปรับโครงสร้างภาษีนี้จึงเปรียบเสมือน “แรงผลัก” ทางนโยบายที่ชี้นำให้ผู้บริโภคหันไปพิจารณารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใช้กลไกด้านราคาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

ผู้ที่วางแผนจะซื้อรถยนต์ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ อาจต้องพิจารณาเร่งการตัดสินใจซื้อรถยนต์สันดาปภายในก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น หรือในทางกลับกัน อาจชะลอการซื้อเพื่อรอรับประโยชน์จากราคารถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดที่อาจปรับลดลงในปี 2569

ทิศทางของผู้ผลิตรถยนต์

ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองต่อโครงสร้างภาษีใหม่ ผู้ผลิตที่เน้นทำตลาดรถยนต์สันดาปภายในจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอาจต้องปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ ในขณะที่ค่ายรถยนต์ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ เงื่อนไขเรื่องการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศสำหรับรถยนต์ PHEV ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี

สิ่งสำคัญที่เจ้าของรถและผู้ที่กำลังจะซื้อรถต้องทำความเข้าใจคือความแตกต่างระหว่าง “ภาษีสรรพสามิต” ที่ปรับใหม่ กับ “ภาษีรถยนต์ประจำปี” ที่ต้องชำระทุกปีเพื่อต่อทะเบียนรถยนต์

ภาษีสรรพสามิต vs. ภาษีรถยนต์ประจำปี

  • ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax): คือภาษีที่กล่าวถึงในบทความนี้ทั้งหมด เป็นภาษีที่เก็บครั้งเดียวจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และได้ถูกรวมไว้ใน “ราคาซื้อ” รถยนต์คันใหม่แล้ว การเปลี่ยนแปลงในปี 2569 จะส่งผลต่อ “ราคาป้ายแดง” ของรถยนต์รุ่นต่างๆ
  • ภาษีรถยนต์ประจำปี (Annual Road Tax): คือภาษีที่เจ้าของรถทุกคนต้องชำระทุกปีกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาถนนและระบบคมนาคม อัตราภาษีนี้จะคำนวณจากขนาดความจุกระบอกสูบ (ซีซี) ของเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์

ดังนั้น แม้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตจะเปลี่ยนไป แต่หลักเกณฑ์การคำนวณภาษีประจำปีที่เจ้าของรถต้องจ่ายทุกปียังคงอ้างอิงตามขนาดซีซีและอายุรถเป็นหลัก โดยรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากขึ้น (มากกว่า 5 ปีขึ้นไป) จะได้รับส่วนลดค่าภาษีประจำปีตามลำดับขั้นเช่นเดิม

ขั้นตอนและช่องทางการชำระภาษีประจำปี 2569

สำหรับกระบวนการต่อภาษีรถประจำปีในปี 2569 ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เจ้าของรถสามารถเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ และหลักฐานการทำ พ.ร.บ. เพื่อยื่นชำระภาษีได้ ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกให้สามารถชำระภาษีรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้หลากหลาย ทั้งผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการเดินทางไปติดต่อที่สำนักงานขนส่ง

เบื้องหลังการปรับโครงสร้างภาษี: เป้าหมายสีเขียวของประเทศ

การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่ 2 ประการ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ในมิติของสิ่งแวดล้อม ภาครัฐต้องการลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดหลักของก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 การใช้กลไกทางภาษีเพื่อทำให้รถยนต์ที่สะอาดขึ้นมีราคาถูกลง และรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูงมีราคาแพงขึ้น ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในมิติของเศรษฐกิจ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของไทย การสร้างแรงจูงใจผ่านภาษีและการกำหนดเงื่อนไขการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ จะช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคต่อไปได้ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

การปรับโครงสร้างภาษีคาร์บอนสำหรับรถยนต์ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการยานยนต์ไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด และลดบทบาทของรถยนต์สันดาปภายในลงอย่างเป็นระบบ

ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถใหม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและผลกระทบจากภาษีรถยนต์ 2569 อย่างละเอียดเพื่อวางแผนได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่เจ้าของรถปัจจุบันยังคงชำระภาษีประจำปีตามหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ

ไม่ว่ารถของคุณจะได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีใหม่หรือไม่ การดูแลรักษาสภาพรถให้ดีเยี่ยมอยู่เสมอคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้รถยนต์คู่ใจของคุณยังคงความสวยงามและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน หากต้องการบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดเคลือบสี ไปจนถึงการซ่อมบำรุงสีตัวถังอย่างมืออาชีพ ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ขอนแก่น เราพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานสูงสุด ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาและนัดหมายเข้ารับบริการได้ทันที


Similar Posts