เช็คด่วน! กม.ใหม่บังคับรถทุกคันติด ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือข่าวลือเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมายที่อาจกำหนดให้รถยนต์ใหม่ทุกคันต้องติดตั้งระบบ ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ ซึ่งสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ใช้รถและผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถใหม่เป็นอย่างมาก
- สถานะกฎหมายปัจจุบัน: จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายในประเทศไทยที่บังคับให้รถยนต์ทุกคันต้องติดตั้งระบบ AI ผู้ช่วยคนขับโดยตรงตามที่เป็นข่าว
- ทิศทางนโยบาย AI แห่งชาติ: ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาร่างกฎหมาย AI ฉบับแรก ซึ่งมุ่งเน้นการกำกับดูแล AI ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ระบบในรถยนต์ไร้คนขับ มากกว่าการบังคับติดตั้งในรถยนต์ทุกคัน
- เทคโนโลยีและความพร้อม: ระบบ AI ผู้ช่วยคนขับ หรือ Driver Monitoring System (DMS) เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในรถยนต์บางรุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจจับความเหนื่อยล้าและการเสียสมาธิของผู้ขับขี่
- แนวโน้มในอนาคต: แม้จะยังไม่มีกฎหมายบังคับเป็นการทั่วไป แต่แนวโน้มด้านความปลอดภัยและมาตรฐานสากล อาจผลักดันให้ระบบดังกล่าวกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต
ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวกฎหมาย AI ในรถยนต์
จากกระแสข่าวที่สร้างความสงสัยว่าจะมี เช็คด่วน! กม.ใหม่บังคับรถทุกคันติด ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ หรือไม่นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ณ ไตรมาสปัจจุบัน พบว่ายังไม่มีการออกกฎหมายหรือข้อบังคับเฉพาะเจาะจงในลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ อาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นการตีความจากทิศทางการพัฒนากฎหมาย AI ในภาพรวม ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและรับฟังความคิดเห็น
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบด้าน โดยมีการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก เป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน โดยจะเน้นไปที่การควบคุม AI ที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยานพาหนะและรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด แต่ยังไม่ได้ระบุถึงการบังคับติดตั้งระบบตรวจจับผู้ขับขี่ในรถยนต์ทุกคันที่จำหน่ายในประเทศ
‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ คืออะไรและทำงานอย่างไร
คำว่า ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ ที่กล่าวถึงกันนั้น โดยทั่วไปหมายถึง ระบบตรวจจับผู้ขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ในรถยนต์สมัยใหม่ หน้าที่หลักของระบบนี้คือการใช้เซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อสังเกตการณ์พฤติกรรมของผู้ขับขี่แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับสัญญาณของความเหนื่อยล้า ความง่วงนอน หรือการเสียสมาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
เทคโนโลยีหลักของระบบตรวจจับผู้ขับขี่ (DMS)
ระบบ DMS ทำงานโดยอาศัยการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักดังนี้:
- กล้องอินฟราเรด (Infrared Camera): โดยทั่วไปจะมีการติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้บริเวณแผงหน้าปัดหรือเสา A-pillar กล้องนี้ใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาวะแสงน้อยหรือในเวลากลางคืน และสามารถจับภาพใบหน้าของผู้ขับขี่ได้แม้จะสวมแว่นกันแดด
- เซ็นเซอร์ตรวจจับ: นอกจากกล้องแล้ว อาจมีเซ็นเซอร์อื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน เช่น เซ็นเซอร์บนพวงมาลัยเพื่อตรวจจับการปล่อยมือ หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถที่ผิดปกติ เช่น การขับส่ายไปมา
- หน่วยประมวลผลและ AI: หัวใจของระบบคือซอฟต์แวร์ AI ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลภาพและข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ โดยใช้อัลกอริทึม Machine Learning เพื่อประเมินสถานะของผู้ขับขี่ ตัวอย่างสิ่งที่ AI ตรวจจับ ได้แก่:
- การเคลื่อนไหวของดวงตา: ความถี่ในการกะพริบตา, ระยะเวลาที่เปลือกตาปิด, ทิศทางการมอง (มองถนนหรือมองจอโทรศัพท์)
- ตำแหน่งของศีรษะ: การสัปหงก, การหันหน้าออกจากทิศทางขับขี่เป็นเวลานาน
- การแสดงออกทางใบหน้า: การหาวบ่อยครั้ง
- ระบบแจ้งเตือน (Alert System): เมื่อ AI ประมวลผลและตรวจพบพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง ระบบจะทำการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ผ่านวิธีการต่างๆ เช่น สัญญาณเสียง, การสั่นที่พวงมาลัย, ข้อความหรือสัญลักษณ์บนหน้าจอแสดงผล เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่กลับมามีสมาธิหรือหาที่จอดพัก
ประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญ
การมี ระบบความปลอดภัยในรถยนต์ อย่าง DMS ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดจากการหลับในหรือการเสียสมาธิ ซึ่งมักมีความรุนแรงสูง ระบบนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่คอยสังเกตการณ์และเตือนสติผู้ขับขี่ตลอดการเดินทาง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ
การทำงานของระบบ DMS ไม่ใช่การบันทึกภาพเพื่อสอดส่องความเป็นส่วนตัว แต่เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และข้อมูลส่วนใหญ่มักถูกประมวลผลภายในตัวรถโดยไม่มีการส่งออกไปภายนอก เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ขับขี่
ทิศทางกฎหมาย AI ของประเทศไทยในปัจจุบัน
แม้จะยังไม่มีข้อบังคับโดยตรงเกี่ยวกับ ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ แต่การเคลื่อนไหวในการร่าง กฎหมายจราจร 2569 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ในหลากหลายมิติ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์
ร่างพระราชบัญญัติ AI ฉบับแรกของไทย
ปัจจุบัน คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (คณะกรรมการ AI แห่งชาติ) กำลังผลักดันการจัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีสาระสำคัญในการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
- ส่งเสริมนวัตกรรม: สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัย พัฒนา และนำ AI ไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
- คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน: กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาและใช้งาน AI เคารพต่อสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ
- สร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: กำหนดให้ระบบ AI โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องสามารถอธิบายกระบวนการตัดสินใจได้ และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนหากเกิดความเสียหายขึ้น
หลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง
แนวทางของร่างกฎหมาย AI ไทย มีแนวโน้มที่จะอ้างอิงจากโมเดลสากล เช่น EU AI Act คือการแบ่งประเภทของ AI ตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) ตั้งแต่ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้, ความเสี่ยงสูง, ความเสี่ยงจำกัด, ไปจนถึงความเสี่ยงต่ำ
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบ AI ที่ใช้ควบคุมการทำงานที่สำคัญของรถยนต์ เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ ระบบควบคุมการขับขี่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไร้คนขับ จะถูกจัดอยู่ใน กลุ่ม AI ความเสี่ยงสูง (High-Risk AI) ซึ่งจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุด เช่น ต้องผ่านการประเมินความสอดคล้องก่อนวางจำหน่าย, มีระบบจัดการความเสี่ยง, และมีการเก็บบันทึกข้อมูลการทำงานที่โปร่งใส
ความท้าทายทางกฎหมายสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ
ประเด็นสำคัญที่กฎหมาย AI ต้องเข้ามาจัดการคือเรื่องของความรับผิด (Liability) หากเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ไร้คนขับ คำถามที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบระหว่างเจ้าของรถ, ผู้พัฒนาระบบ AI, หรือผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งกฎหมายที่กำลังร่างขึ้นนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดกรอบความรับผิดชอบดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและสังคมโดยรวม
| ประเด็น | ข่าวลือ: กม. บังคับติด ‘AI ผู้ช่วยคนขับ’ | ข้อเท็จจริง: ร่างกฎหมาย AI แห่งชาติ |
|---|---|---|
| ขอบเขตการบังคับใช้ | บังคับกับรถยนต์ใหม่ทุกคันที่จำหน่าย | เน้นกำกับดูแล AI ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นหลัก (เช่น รถยนต์ไร้คนขับ) ไม่ได้บังคับเป็นการทั่วไป |
| สถานะปัจจุบัน | มีข่าวว่าจะบังคับใช้ในปี 2569 | ยังอยู่ในขั้นตอนการยกร่างและรับฟังความคิดเห็น ยังไม่มีกำหนดการบังคับใช้ที่ชัดเจน |
| เป้าหมายหลัก | เพื่อลดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า | เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม AI และการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ |
| ประเภทเทคโนโลยีที่กล่าวถึง | ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้า (DMS) | ครอบคลุมเทคโนโลยี AI ทุกประเภท โดยเฉพาะระบบที่ซับซ้อนและมีผลกระทบสูง |
มาตรฐานสากล: กรณีศึกษาจาก EU AI Act
ในการพิจารณาทิศทางกฎหมายของไทย การศึกษาต้นแบบจากกฎหมายระดับสากลถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป หรือ EU AI Act ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่กำกับดูแล AI อย่างครอบคลุม และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568)
แนวทางการกำกับดูแล AI ของสหภาพยุโรป
EU AI Act ใช้หลักการกำกับตามระดับความเสี่ยงเช่นกัน โดยระบบ AI ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงยานพาหนะ จะถูกจัดเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง ผู้ผลิตและผู้พัฒนาจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ, การทดสอบ, การจัดการข้อมูล, ไปจนถึงการตรวจติดตามหลังวางจำหน่าย
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
กฎหมายนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิต รถยนต์รุ่นใหม่ ที่ต้องการจำหน่ายในตลาดยุโรป พวกเขาจะต้องทำให้แน่ใจว่าระบบ AI ในรถยนต์ เช่น ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หรือระบบ DMS เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สิ่งนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก และเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะนำแนวทางคล้ายคลึงกันมาปรับใช้ในอนาคต เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อนาคตของระบบความปลอดภัยในรถยนต์และข้อควรพิจารณา
แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีกฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันต้องติดตั้ง AI ผู้ช่วยคนขับ แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังมุ่งไปสู่การเพิ่มระบบความปลอดภัยอัจฉริยะเข้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริโภคจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ระดับกลางถึงสูง
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลายยังคงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป ได้แก่:
- ต้นทุนและราคา: การติดตั้งระบบ DMS และเซ็นเซอร์ต่างๆ จะส่งผลต่อราคารถยนต์ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้บริโภคในบางกลุ่ม
- ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ของตนจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
- ความแม่นยำของระบบ: การพัฒนาระบบให้มีความแม่นยำสูงสุดและลดความผิดพลาดในการแจ้งเตือน (False Alarms) เป็นความท้าทายทางเทคนิคที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- การยอมรับของผู้ใช้งาน: ผู้ขับขี่บางส่วนอาจรู้สึกว่าระบบเข้ามาแทรกแซงการขับขี่มากเกินไป การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น
บทสรุปและแนวโน้มที่น่าจับตามอง
สรุปได้ว่า ข่าวเกี่ยวกับ “กม.ใหม่บังคับรถทุกคันติด ‘AI ผู้ช่วยคนขับ'” ณ ปัจจุบันยังไม่มีมูลความจริงในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนและการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี AI ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแล AI อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเทคโนโลยีในยานยนต์ด้วย โดยมีแนวโน้มที่จะอิงตามมาตรฐานสากลที่เน้นการจัดการความเสี่ยง
สำหรับผู้ใช้รถและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ใหม่ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ กฎหมายรถยนต์ใหม่ และนวัตกรรมด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ แม้จะยังไม่มีข้อบังคับในวันนี้ แต่ในอนาคตอันใกล้ ระบบ AI ผู้ช่วยคนขับและเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันอื่นๆ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ และเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับทุกคน
การดูแลรักษารถยนต์ให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่เสมอเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัยในการขับขี่ ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING เราให้บริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดเคลือบสี ไปจนถึงการซ่อมบำรุงสีและตัวถัง เพื่อให้รถของคุณสวยงามและพร้อมสำหรับการเดินทางที่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาและบริการที่ดีที่สุดสำหรับรถของคุณ