เปิด 5 ข้อยกเว้น! กรณีไหนบ้างที่ พ.ร.บ. ไม่คุ้มครอง
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อยกเว้นความคุ้มครองของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ. เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถทุกคน แม้ว่า พ.ร.บ. จะเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะไม่ให้ความคุ้มครอง การทราบถึงเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการทำประกันภัยเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม
ประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของบทความนี้ได้ง่ายขึ้น ประเด็นหลักที่จะกล่าวถึงมีดังต่อไปนี้:
- ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิด: แม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่จะได้รับความคุ้มครองเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น และไม่ครอบคลุมถึงค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต
- การขับขี่ขณะมึนเมา: หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะจ่ายให้ผู้เสียหายก่อน แล้วจึงไล่เบี้ยเรียกเก็บเงินคืนจากผู้ขับขี่ที่เมา
- การใช้รถผิดกฎหมาย: การนำรถไปใช้ในการก่ออาชญากรรม เช่น ปล้นทรัพย์ หรือขนส่งยาเสพติด จะทำให้ พ.ร.บ. สิ้นสุดความคุ้มครองทันที
- การใช้งานนอกประเทศไทย: พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตของประเทศไทยเท่านั้น
- เหตุการณ์พิเศษ: ความเสียหายที่เกิดจากสงคราม, การรุกราน, สงครามกลางเมือง, หรือการจลาจล ถือเป็นข้อยกเว้นที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง
ทำความเข้าใจประกันภัยภาคบังคับ: พ.ร.บ. คืออะไร?
ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียดของข้อยกเว้น สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจพื้นฐานของ พ.ร.บ. รถยนต์ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535” ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องจัดให้มีการทำประกันภัย เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์จะได้รับการชดเชยค่าเสียหายเบื้องต้นอย่างทันท่วงที
หลักการและความสำคัญของ พ.ร.บ.
หัวใจหลักของ พ.ร.บ. คือการให้ความคุ้มครอง “บุคคล” ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอกที่เดินถนน โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในอุบัติเหตุนั้นๆ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ผู้ประสบภัยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
ความสำคัญของการมี พ.ร.บ. ที่ไม่ขาดอายุนั้นมีหลายมิติ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับแล้ว ยังเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมี พ.ร.บ. จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีแหล่งเงินทุนสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงมาก
ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.บ. และประกันภัยภาคสมัครใจ
ผู้ใช้รถจำนวนมากมักสับสนระหว่าง พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (เช่น ประกันชั้น 1, 2+, 3+) ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือขอบเขตความคุ้มครอง:
- พ.ร.บ. (ภาคบังคับ): คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อ ชีวิต, ร่างกาย และอนามัย ของบุคคลเท่านั้น ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือตัวรถยนต์แต่อย่างใด
- ประกันภัยภาคสมัครใจ: ให้ความคุ้มครองที่กว้างกว่า โดยครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย (ส่วนที่เกินจากวงเงิน พ.ร.บ.) และที่สำคัญคือ ความเสียหายต่อตัวรถยนต์และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละประเภท
ดังนั้น พ.ร.บ. จึงเป็นเพียงหลักประกันขั้นพื้นฐาน แต่การทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมจะช่วยอุดช่องว่างความเสี่ยงที่เหลือ โดยเฉพาะค่าซ่อมรถซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงที่สุดในอุบัติเหตุ
เปิด 5 ข้อยกเว้นสำคัญ: กรณีที่ พ.ร.บ. ไม่ให้ความคุ้มครอง
แม้ว่า พ.ร.บ. จะมีเจตนารมณ์ที่ดีในการคุ้มครองผู้ประสบภัย แต่ก็มีเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริตและจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบให้อยู่ในสถานการณ์ปกติ การทำความเข้าใจ 5 กรณีต่อไปนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องตระหนัก
1. ผู้ขับขี่ฝ่ายผิด กับความคุ้มครองที่จำกัด
นี่คือหนึ่งในข้อยกเว้นที่สำคัญที่สุดและมักเกิดความเข้าใจผิดบ่อยครั้ง ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและพิสูจน์ได้ว่าผู้ขับขี่คนใดเป็น “ฝ่ายผิด” ผู้ขับขี่คนนั้นจะได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ในวงเงินที่จำกัดอย่างมาก
- สิ่งที่คุ้มครอง: ผู้ขับขี่ฝ่ายผิดจะได้รับเพียง “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ซึ่งครอบคลุมเฉพาะค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต จำนวน 35,000 บาท
- สิ่งที่ไม่คุ้มครอง: จะไม่ได้รับเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพถาวรหรือสูญเสียอวัยวะ และไม่ได้รับค่าชดเชยรายวันกรณีต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งแตกต่างจากผู้โดยสารหรือบุคคลภายนอกที่เป็นฝ่ายถูก ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองเต็มวงเงินสูงสุด
หลักการนี้มีขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ที่กระทำละเมิดได้รับประโยชน์จากความผิดของตนเองอย่างเต็มที่ แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเรื่องค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น
2. เมาแล้วขับ เมื่อปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด
การขับขี่ขณะมึนเมาเป็นพฤติกรรมเสี่ยงสูงและเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุรุนแรง กฎหมายจึงกำหนดมาตรการที่เข้มงวดสำหรับกรณีนี้ หากผู้ขับขี่ฝ่ายผิดถูกตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะส่งผลต่อความคุ้มครองของ พ.ร.บ. โดยตรง
กระบวนการที่เกิดขึ้นคือ:
- การจ่ายให้ผู้เสียหาย: ตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ (ฝ่ายถูก) ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที บริษัทประกันภัยจะยังคงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามสิทธิ์ที่พึงได้รับไปก่อน
- การไล่เบี้ย (Subrogation): หลังจากจ่ายเงินให้ผู้เสียหายแล้ว บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะ “ไล่เบี้ย” หรือฟ้องร้องเรียกเงินจำนวนทั้งหมดที่จ่ายไป คืนจากผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับซึ่งเป็นฝ่ายผิด
ดังนั้น แม้ในทางปฏิบัติผู้เสียหายจะยังได้รับความคุ้มครอง แต่ภาระทางการเงินทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎหมาย เท่ากับว่าผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับจะไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ในท้ายที่สุด
3. การนำรถไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
พ.ร.บ. ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองการใช้รถในชีวิตประจำวันตามปกติ แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองหากรถคันดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดทางอาญา หรือกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม ตัวอย่างเช่น:
- การใช้รถในการปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์: หากเกิดอุบัติเหตุขณะใช้รถเป็นพาหนะในการหลบหนีหลังก่อเหตุ
- การใช้รถเพื่อขนส่งยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย: เช่น ยาบ้า, เฮโรอีน, หรืออาวุธเถื่อน
- การนำรถไปแข่งขันความเร็วบนทางสาธารณะ: การแข่งรถในทางที่ไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้งานที่ผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
ในกรณีเหล่านี้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ.ร.บ. จะถูกระงับโดยสิ้นเชิงสำหรับผู้ที่นำรถไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายนั้น
4. การใช้งานรถยนต์นอกราชอาณาจักรไทย
ข้อยกเว้นนี้มีความชัดเจนและตรงไปตรงมา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นกฎหมายที่บังคับใช้และให้ความคุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ภายในเขตแดนของราชอาณาจักรไทยเท่านั้น หากผู้ขับขี่นำรถยนต์ไปใช้งานในต่างประเทศ เช่น ขับข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว, กัมพูชา, หรือมาเลเซีย พ.ร.บ. ของไทยจะไม่มีผลคุ้มครอง
สำหรับผู้ที่ต้องการขับรถไปต่างประเทศ จำเป็นต้องศึกษาข้อบังคับของประเทศปลายทางและซื้อประกันภัยรถยนต์ข้ามแดน (Cross-border Insurance) เพิ่มเติม เพื่อให้มีสถานะความคุ้มครองที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ
5. ความเสียหายจากเหตุสงคราม การรุกราน และจลาจล
นี่เป็นข้อยกเว้นมาตรฐานที่พบได้ในกรมธรรม์ประกันภัยเกือบทุกประเภท รวมถึง พ.ร.บ. ด้วย โดยกำหนดว่าความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครอง:
- สงคราม: ไม่ว่าจะประกาศหรือไม่ก็ตาม
- การรุกราน หรือการกระทำของชาติศัตรู
- สงครามกลางเมือง การกบฏ การปฏิวัติ หรือการยึดอำนาจการปกครอง
- การจลาจล หรือการนัดหยุดงาน
เหตุผลเบื้องหลังข้อยกเว้นนี้คือ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ไม่อาจคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงได้ตามหลักการประกันภัยทั่วไป ซึ่งอาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างเกินกว่าที่กองทุนจะสามารถรับผิดชอบได้
สิ่งที่ พ.ร.บ. ไม่จ่าย: ความเสียหายส่วนใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบเอง?
นอกเหนือจาก 5 ข้อยกเว้นหลักที่กล่าวมา ยังมีความเสียหายประเภทอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความคุ้มครองของ พ.ร.บ. โดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้ใช้รถต้องทำความเข้าใจเพื่อจะได้ไม่คาดหวังความคุ้มครองในส่วนนี้
ค่าซ่อมแซมความเสียหายของตัวรถยนต์
ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น พ.ร.บ. มุ่งเน้นการคุ้มครอง “คน” เป็นหลัก ดังนั้น จะไม่จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นรถของฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็ตาม ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะต้องมาจาก:
- ประกันภัยภาคสมัครใจ (หากมี)
- เงินส่วนตัวของผู้ขับขี่ฝ่ายผิด
ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
เช่นเดียวกันกับค่าซ่อมรถ หากอุบัติเหตุทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอื่นๆ ที่ไม่ใช่คน พ.ร.บ. ก็จะไม่ให้ความคุ้มครองเช่นกัน ตัวอย่างเช่น:
- รั้วบ้าน หรือประตูของชาวบ้าน
- เสาไฟฟ้า หรือป้ายจราจรของทางราชการ
- รถเข็นขายของ หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหาย
ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบโดยผู้กระทำละเมิด หรือใช้สิทธิ์จากประกันภัยภาคสมัครใจประเภทที่คุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอก
สรุปและแนวทางการเตรียมความพร้อม
การมี พ.ร.บ. เป็นข้อบังคับตามกฎหมายที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ แต่การตระหนักรู้ถึง 5 ข้อยกเว้นสำคัญ ได้แก่ กรณีผู้ขับขี่ฝ่ายผิด, เมาแล้วขับ, การใช้รถผิดกฎหมาย, การใช้งานนอกราชอาณาจักร และเหตุสงคราม/จลาจล จะช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจขีดจำกัดของความคุ้มครองและไม่ประมาทในการใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ การทราบว่า พ.ร.บ. ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สินและตัวรถ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการมีประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่ครอบคลุม
การเตรียมความพร้อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องประกันภัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพราะรถที่สมบูรณ์คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงบนท้องถนน สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรถยนต์ให้สวยงามและอยู่ในสภาพดีเยี่ยมเสมอ ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING จังหวัดขอนแก่น มีบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบแก้ว ไปจนถึงการซ่อมแซมสีเฉพาะจุดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้รถของคุณพร้อมสำหรับการเดินทางที่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 ที่อยู่ 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000