check brake system new year trip featured

เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ

สารบัญ

การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลปีใหม่จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมของยานพาหนะอย่างละเอียด โดยเฉพาะการ เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบเบรกเป็นหัวใจหลักของความปลอดภัยในการขับขี่ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความมั่นใจตลอดการเดินทางบนท้องถนนที่อาจมีการจราจรหนาแน่นหรือต้องขับขี่ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • ระบบเบรกคือปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก่อนเดินทางไกลจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
  • 5 จุดตรวจสอบหลักของระบบเบรกประกอบด้วย น้ำมันเบรก, ผ้าเบรก, จานเบรก, การทำงานโดยรวม และท่อทางต่างๆ ซึ่งแต่ละส่วนล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการหยุดรถ
  • การสังเกตสัญญาณเตือนผิดปกติ เช่น เสียงดังขณะเบรก, แป้นเบรกลึกหรือแข็งกว่าปกติ, และไฟเตือนบนหน้าปัด สามารถช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
  • การดูแลรักษารถยนต์และระบบเบรกอย่างถูกวิธีโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนออกทริปปีใหม่ จะช่วยสร้างความอุ่นใจและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน

ความสำคัญของการตรวจเช็กระบบเบรกก่อนเดินทางไกล

เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ - check-brake-system-new-year-trip

ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากออกเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว ทำให้ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สภาพการจราจรที่หนาแน่นบวกกับระยะทางที่ยาวไกล ย่อมส่งผลให้ระบบต่างๆ ของรถยนต์ทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะระบบเบรกซึ่งต้องถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง การเตรียมรถเที่ยวปีใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบเบรกเป็นอันดับแรก เพราะหากระบบเบรกทำงานผิดพลาดหรือไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่สถานการณ์อันตรายและอุบัติเหตุที่รุนแรงได้

การดูแลรถก่อนเดินทางไกลไม่ได้เป็นเพียงการบำรุงรักษารถตามปกติ แต่เป็นการประเมินความพร้อมของรถยนต์เพื่อรองรับการใช้งานที่หนักหน่วงกว่าเดิม ระบบเบรกที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเบรกกะทันหันเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง การชะลอความเร็วบนทางลาดชัน หรือการหยุดรถอย่างนุ่มนวลในการจราจรที่ติดขัด ดังนั้น การสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบส่วนประกอบสำคัญของระบบเบรก จะช่วยให้การเดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

5 จุดเช็กสำคัญของระบบเบรกรถยนต์ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

เพื่อให้แน่ใจว่าระบบเบรกของรถยนต์พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ควรมีการตรวจสอบส่วนประกอบที่สำคัญ 5 จุดดังต่อไปนี้อย่างละเอียด ซึ่งผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง หรือนำรถเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้ชำนาญเพื่อความแม่นยำสูงสุด

1. ระดับและสภาพของน้ำมันเบรก (Brake Fluid)

น้ำมันเบรกทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแรงดันไฮดรอลิกจากแป้นเบรกไปยังคาลิปเปอร์เบรกเพื่อทำให้รถชะลอหรือหยุด ดังนั้น ระดับและคุณภาพของน้ำมันเบรกจึงส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเบรก

  • การตรวจสอบระดับ: เปิดฝากระโปรงรถและมองหากระปุกน้ำมันเบรก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นกระปุกพลาสติกสีขาวขุ่นและมีฝาสีดำหรือสีเหลือง บนกระปุกจะมีขีดบอกระดับสูงสุด (MAX) และต่ำสุด (MIN) ระดับน้ำมันเบรกที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างสองขีดนี้ หากพบว่าระดับน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าขีด MIN อาจเป็นสัญญาณของการรั่วซึมในระบบหรือผ้าเบรกที่สึกหรอมากเกินไป
  • การตรวจสอบสภาพ: น้ำมันเบรกใหม่จะมีลักษณะใสหรือมีสีเหลืองอ่อน เมื่อใช้งานไปนานๆ น้ำมันเบรกจะดูดซับความชื้นจากอากาศ ทำให้มีสีเข้มขึ้นหรือขุ่นลง ความชื้นที่ปะปนจะทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดฟองอากาศในระบบเมื่อเบรกร้อนจัด (Vapor Lock) ส่งผลให้เบรกจมหรือเบรกไม่อยู่ หากพบว่าน้ำมันเบรกมีสีคล้ำหรือสกปรก ควรนำรถไปเปลี่ยนถ่ายทันที

การละเลยการตรวจสอบน้ำมันเบรกเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการเบรกแตกหรือเบรกจม โดยเฉพาะเมื่อต้องขับรถลงเขาเป็นระยะทางยาวๆ ซึ่งระบบเบรกจะเกิดความร้อนสะสมสูง

2. ความหนาและสภาพของผ้าเบรก (Brake Pads/Shoes)

ผ้าเบรกเป็นชิ้นส่วนที่สร้างแรงเสียดทานกับจานเบรกหรือดรัมเบรกเพื่อหยุดรถ จึงเป็นชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอตามการใช้งาน การตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนเดินทางไกล

  • ความหนาที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแล้ว ความหนาของผ้าเบรกใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 10-12 มิลลิเมตร และควรเปลี่ยนเมื่อความหนาเหลือน้อยกว่า 3-5 มิลลิเมตร การใช้ผ้าเบรกที่บางเกินไปจะลดประสิทธิภาพในการสร้างแรงเสียดทาน ทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น และอาจสร้างความเสียหายให้กับจานเบรกได้
  • สัญญาณเตือนผ้าเบรกหมดอาการ: รถยนต์ส่วนใหญ่มักมีแผ่นเหล็กเล็กๆ ติดอยู่ที่ผ้าเบรกเพื่อเป็นตัวเตือน เมื่อผ้าเบรกสึกจนถึงระดับที่กำหนด แผ่นเหล็กนี้จะสัมผัสกับจานเบรกและทำให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายเหล็กเสียดสีกันขณะเหยียบเบรก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว นอกจากนี้ อาการรถสั่นขณะเบรกหรือต้องเหยียบแป้นเบรกลึกกว่าปกติก็อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของผ้าเบรกหมดได้เช่นกัน

3. สภาพจานเบรกและดรัมเบรก (Brake Discs/Drums)

จานเบรก (สำหรับดิสก์เบรก) และดรัมเบรก (สำหรับดรัมเบรก) เป็นชิ้นส่วนที่ทำงานร่วมกับผ้าเบรก สภาพพื้นผิวของชิ้นส่วนเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการเบรก

  • การตรวจสอบพื้นผิว: การตรวจสอบจานเบรกสามารถทำได้โดยการมองผ่านช่องของล้อแม็ก พื้นผิวของจานเบรกควรจะเรียบสม่ำเสมอ หากพบว่ามีรอยขีดข่วนเป็นร่องลึก ผิวไม่เรียบเป็นคลื่น หรือมีรอยร้าว แสดงว่าจานเบรกอาจต้องได้รับการเจียรนัยหรือเปลี่ยนใหม่ การที่จานเบรกคดหรือไม่เรียบจะทำให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่นหรือแป้นเบรกสู้เท้าขณะชะลอความเร็ว
  • การทำความสะอาด: ฝุ่นผงที่เกิดจากการเสียดสีของผ้าเบรกอาจเกาะติดอยู่ที่จานเบรกและคาลิปเปอร์ ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพการระบายความร้อน การทำความสะอาดเบื้องต้นโดยการฉีดน้ำแรงๆ เข้าไปบริเวณจานเบรกและคาลิปเปอร์ขณะล้างรถ สามารถช่วยกำจัดฝุ่นที่สะสมออกไปได้ในระดับหนึ่ง

4. การทำงานของเบรกและระบบเสริมความปลอดภัย (ABS, EBD)

นอกจากการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ แล้ว การทดสอบการทำงานจริงของระบบเบรกก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

  • ทดสอบการเบรก: หาพื้นที่ปลอดภัยและลองเหยียบเบรกด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกัน สังเกตว่ารถหยุดได้ตรงทิศทางหรือไม่ มีอาการดึงไปทางซ้ายหรือขวาหรือไม่ แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่มั่นคง ไม่จมลึกหรือแข็งทื่อเกินไป การเบรกควรเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบไฟเตือน: เมื่อบิดกุญแจสตาร์ทรถ ไฟเตือนต่างๆ บนหน้าปัดจะสว่างขึ้นและดับไป รวมถึงไฟเตือนระบบเบรก (มักเป็นรูปวงกลมมีเครื่องหมายตกใจตรงกลาง) และไฟเตือน ABS หากไฟเหล่านี้ติดค้างอยู่หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว แสดงว่าระบบอาจมีความผิดปกติ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบทันที
  • ระบบเสริมความปลอดภัย: ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock Braking System หรือ ABS) ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกตายขณะเบรกกะทันหัน ทำให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมทิศทางรถได้ ส่วนระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake-force Distribution หรือ EBD) จะช่วยปรับสมดุลแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและหลังให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก ซึ่งระบบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่

5. ท่อน้ำมันเบรกและส่วนประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง

ระบบเบรกยังมีส่วนประกอบย่อยอื่นๆ ที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล่านี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

  • ท่อน้ำมันเบรก (Brake Lines): ตรวจสอบสภาพของท่อทางเดินน้ำมันเบรกทั้งหมด ทั้งที่เป็นท่อโลหะและท่อยาง ว่ามีร่องรอยการรั่วซึม บวม แตก หรือเสียหายหรือไม่ การรั่วซึมของน้ำมันเบรกจะทำให้แรงดันในระบบตกและนำไปสู่ภาวะเบรกไม่อยู่
  • คาลิปเปอร์เบรก (Brake Calipers): คาลิปเปอร์หรือก้ามปูเบรก ทำหน้าที่บีบผ้าเบรกให้สัมผัสกับจานเบรก ควรตรวจสอบว่าลูกสูบของคาลิปเปอร์สามารถเคลื่อนที่เข้าออกได้อย่างอิสระ ไม่ติดขัด หากลูกสูบติดขัดอาจทำให้เบรกค้างหรือผ้าเบรกสึกไม่เท่ากัน
  • หม้อลมเบรก (Brake Booster): หม้อลมเบรกเป็นอุปกรณ์ผ่อนแรงที่ช่วยให้เราใช้แรงเหยียบแป้นเบรกน้อยลง สามารถทดสอบได้โดยการเหยียบแป้นเบรกค้างไว้แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ หากแป้นเบรกยุบตัวลงเล็กน้อย แสดงว่าหม้อลมเบรกยังทำงานปกติ แต่ถ้าแป้นเบรกแข็งทื่อและต้องออกแรงเหยียบมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าหม้อลมเบรกมีปัญหา

ทำความเข้าใจประเภทของระบบเบรกในรถยนต์

รถยนต์โดยสารทั่วไปในปัจจุบันนิยมใช้ระบบเบรก 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีหลักการทำงานและข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การทำความเข้าใจระบบเบรกในรถของตนเองจะช่วยให้ดูแลรักษาได้อย่างถูกจุด

ดิสก์เบรก (Disc Brakes)

เป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในรถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีภาระในการเบรกสูงกว่า หลักการทำงานคือเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก แรงดันน้ำมันเบรกจะดันลูกสูบในคาลิปเปอร์ให้ไปบีบผ้าเบรกเข้ากับจานเบรกที่หมุนไปพร้อมกับล้อ ทำให้เกิดแรงเสียดทานมหาศาลเพื่อชะลอความเร็วรถ ข้อดีของดิสก์เบรกคือสามารถระบายความร้อนได้ดีมาก ทำให้ประสิทธิภาพการเบรกสม่ำเสมอแม้ใช้งานต่อเนื่อง และบำรุงรักษาง่ายกว่า

ดรัมเบรก (Drum Brakes)

มักพบในล้อหลังของรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถกระบะบางรุ่น ระบบนี้ทำงานโดยใช้กระบอกเบรกดันให้ฝักเบรก (Brake Shoes) ถ่างออกไปเสียดสีกับผิวด้านในของฝาครอบดรัมเบรกที่หมุนไปพร้อมล้อเพื่อสร้างแรงเสียดทาน ข้อดีของดรัมเบรกคือมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและมีกำลังเบรกในตัว (Self-energizing effect) แต่มีข้อเสียคือระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าดิสก์เบรก ทำให้ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเบรกร้อนจัด และมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าในการบำรุงรักษา

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างดิสก์เบรกและดรัมเบรก
คุณสมบัติ ดิสก์เบรก (Disc Brakes) ดรัมเบรก (Drum Brakes)
ส่วนประกอบหลัก จานเบรก, ผ้าเบรก, คาลิปเปอร์ ฝาครอบดรัม, ฝักเบรก, กระบอกเบรก
ประสิทธิภาพการระบายความร้อน สูงมาก (สัมผัสอากาศโดยตรง) ต่ำกว่า (เป็นระบบปิด)
การใช้งานเมื่อเปียกน้ำ น้ำถูกสลัดออกได้เร็ว กลับมาทำงานปกติไว น้ำขังอยู่ด้านในได้ง่าย ทำให้เบรกลื่น
ต้นทุนและการบำรุงรักษา ต้นทุนสูงกว่า แต่บำรุงรักษาง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า แต่บำรุงรักษายุ่งยากกว่า
ตำแหน่งที่นิยมติดตั้ง ล้อหน้า และล้อหลังในรถยนต์สมรรถนะสูง ล้อหลังในรถยนต์ขนาดเล็กและรถเพื่อการพาณิชย์

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าระบบเบรกกำลังมีปัญหา

ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเมื่อเจ็บป่วย รถยนต์ก็เช่นกัน ระบบเบรกมักจะแสดงอาการผิดปกติบางอย่างออกมาก่อนที่จะเสียหายรุนแรง การเรียนรู้ที่จะสังเกตสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้สามารถนำรถไปแก้ไขได้ทันท่วงที

  • เสียงผิดปกติ: เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเบรกเป็นสัญญาณคลาสสิกของผ้าเบรกใกล้หมด แต่หากเป็นเสียงครืดๆ เหมือนเหล็กขูดกัน อาจหมายถึงผ้าเบรกหมดจนเนื้อเหล็กเสียดสีกับจานเบรกแล้ว ซึ่งต้องรีบแก้ไขโดยด่วน
  • อาการสั่น: หากรู้สึกว่าพวงมาลัยสั่น หรือแป้นเบรกสั่นสะท้านขึ้นมาถึงเท้าขณะเบรก โดยเฉพาะตอนที่ขับมาด้วยความเร็วสูง อาจเกิดจากจานเบรกคดหรือบิดเบี้ยวเนื่องจากความร้อน
  • แป้นเบรกผิดปกติ: แป้นเบรกลึกหรือจมกว่าปกติ (เบรกจม) อาจเกิดจากน้ำมันเบรกรั่วหรือมีฟองอากาศในระบบ ในทางกลับกัน หากแป้นเบรกแข็งทื่อและต้องออกแรงเหยียบมากกว่าปกติ อาจเป็นปัญหาที่หม้อลมเบรก
  • รถเสียการทรงตัวขณะเบรก: เมื่อเบรกแล้วรถมีอาการดึงไปทางซ้ายหรือขวา อาจเกิดจากลูกสูบเบรกในคาลิปเปอร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งติดขัด ทำให้แรงเบรกของล้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
  • ไฟเตือนบนหน้าปัด: ไฟเตือนระบบเบรก หรือไฟ ABS ติดค้าง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าระบบมีความผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรนำรถเข้าตรวจสอบทันที

การดูแลรักษาระบบเบรกเพื่อยืดอายุการใช้งาน

นอกจากการตรวจสอบก่อนเดินทางไกลแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอก็สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเบรกและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้

  • หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน: การวางแผนการขับขี่ มองไปข้างหน้า และคาดการณ์สถานการณ์ จะช่วยให้สามารถชะลอรถได้นุ่มนวลขึ้นโดยใช้ Engine Brake หรือถอนคันเร่งแต่เนิ่นๆ ซึ่งช่วยลดภาระของระบบเบรกและประหยัดผ้าเบรกได้
  • ไม่บรรทุกน้ำหนักเกิน: การบรรทุกสัมภาระหรือผู้โดยสารเกินพิกัดของรถ จะทำให้ระบบเบรกต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหยุดรถที่มีมวลมากขึ้น ส่งผลให้ผ้าเบรกและจานเบรกสึกหรอเร็วขึ้น
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกตามกำหนด: ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร หรือตามที่คู่มือรถกำหนด เพื่อรักษาสภาพของน้ำมันเบรกให้มีจุดเดือดสูงและปราศจากความชื้น
  • นำรถเข้าศูนย์บริการที่เชี่ยวชาญ: การนำรถเข้ารับบริการจากช่างผู้มีความชำนาญและใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะทำให้การตรวจสอบและซ่อมบำรุงเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

สรุป: เตรียมรถให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง

การ เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมที่ขาดไม่ได้ ระบบเบรกที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานคือหลักประกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับความปลอดภัยบนท้องถนน การใส่ใจตรวจสอบตั้งแต่ระดับน้ำมันเบรก ความหนาของผ้าเบรก สภาพจานเบรก ไปจนถึงการทำงานของระบบโดยรวม จะช่วยให้สามารถเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล การดูแลรถก่อนเดินทางไกลไม่เพียงแต่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตัวผู้ขับขี่เอง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทางอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในการเตรียมรถยนต์ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง หรือต้องการบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้ดูดีเหมือนใหม่ตลอดเวลา ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ในจังหวัดขอนแก่น มีบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบปกป้อง ไปจนถึงการซ่อมสีโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง

HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 หรือเดินทางมาที่ร้านเลขที่ 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000

Similar Posts