เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ
การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลปีใหม่จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมของยานพาหนะอย่างละเอียด โดยเฉพาะการ เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบเบรกเป็นหัวใจหลักของความปลอดภัยในการขับขี่ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความมั่นใจตลอดการเดินทางบนท้องถนนที่อาจมีการจราจรหนาแน่นหรือต้องขับขี่ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- ระบบเบรกคือปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก่อนเดินทางไกลจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
- 5 จุดตรวจสอบหลักของระบบเบรกประกอบด้วย น้ำมันเบรก, ผ้าเบรก, จานเบรก, การทำงานโดยรวม และท่อทางต่างๆ ซึ่งแต่ละส่วนล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการหยุดรถ
- การสังเกตสัญญาณเตือนผิดปกติ เช่น เสียงดังขณะเบรก, แป้นเบรกลึกหรือแข็งกว่าปกติ, และไฟเตือนบนหน้าปัด สามารถช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
- การดูแลรักษารถยนต์และระบบเบรกอย่างถูกวิธีโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนออกทริปปีใหม่ จะช่วยสร้างความอุ่นใจและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน
ความสำคัญของการตรวจเช็กระบบเบรกก่อนเดินทางไกล
ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากออกเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว ทำให้ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สภาพการจราจรที่หนาแน่นบวกกับระยะทางที่ยาวไกล ย่อมส่งผลให้ระบบต่างๆ ของรถยนต์ทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะระบบเบรกซึ่งต้องถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง การเตรียมรถเที่ยวปีใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบเบรกเป็นอันดับแรก เพราะหากระบบเบรกทำงานผิดพลาดหรือไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่สถานการณ์อันตรายและอุบัติเหตุที่รุนแรงได้
การดูแลรถก่อนเดินทางไกลไม่ได้เป็นเพียงการบำรุงรักษารถตามปกติ แต่เป็นการประเมินความพร้อมของรถยนต์เพื่อรองรับการใช้งานที่หนักหน่วงกว่าเดิม ระบบเบรกที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเบรกกะทันหันเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง การชะลอความเร็วบนทางลาดชัน หรือการหยุดรถอย่างนุ่มนวลในการจราจรที่ติดขัด ดังนั้น การสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบส่วนประกอบสำคัญของระบบเบรก จะช่วยให้การเดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
5 จุดเช็กสำคัญของระบบเบรกรถยนต์ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
เพื่อให้แน่ใจว่าระบบเบรกของรถยนต์พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ควรมีการตรวจสอบส่วนประกอบที่สำคัญ 5 จุดดังต่อไปนี้อย่างละเอียด ซึ่งผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง หรือนำรถเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้ชำนาญเพื่อความแม่นยำสูงสุด
1. ระดับและสภาพของน้ำมันเบรก (Brake Fluid)
น้ำมันเบรกทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแรงดันไฮดรอลิกจากแป้นเบรกไปยังคาลิปเปอร์เบรกเพื่อทำให้รถชะลอหรือหยุด ดังนั้น ระดับและคุณภาพของน้ำมันเบรกจึงส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเบรก
- การตรวจสอบระดับ: เปิดฝากระโปรงรถและมองหากระปุกน้ำมันเบรก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นกระปุกพลาสติกสีขาวขุ่นและมีฝาสีดำหรือสีเหลือง บนกระปุกจะมีขีดบอกระดับสูงสุด (MAX) และต่ำสุด (MIN) ระดับน้ำมันเบรกที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างสองขีดนี้ หากพบว่าระดับน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าขีด MIN อาจเป็นสัญญาณของการรั่วซึมในระบบหรือผ้าเบรกที่สึกหรอมากเกินไป
- การตรวจสอบสภาพ: น้ำมันเบรกใหม่จะมีลักษณะใสหรือมีสีเหลืองอ่อน เมื่อใช้งานไปนานๆ น้ำมันเบรกจะดูดซับความชื้นจากอากาศ ทำให้มีสีเข้มขึ้นหรือขุ่นลง ความชื้นที่ปะปนจะทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดฟองอากาศในระบบเมื่อเบรกร้อนจัด (Vapor Lock) ส่งผลให้เบรกจมหรือเบรกไม่อยู่ หากพบว่าน้ำมันเบรกมีสีคล้ำหรือสกปรก ควรนำรถไปเปลี่ยนถ่ายทันที
การละเลยการตรวจสอบน้ำมันเบรกเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการเบรกแตกหรือเบรกจม โดยเฉพาะเมื่อต้องขับรถลงเขาเป็นระยะทางยาวๆ ซึ่งระบบเบรกจะเกิดความร้อนสะสมสูง
2. ความหนาและสภาพของผ้าเบรก (Brake Pads/Shoes)
ผ้าเบรกเป็นชิ้นส่วนที่สร้างแรงเสียดทานกับจานเบรกหรือดรัมเบรกเพื่อหยุดรถ จึงเป็นชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอตามการใช้งาน การตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนเดินทางไกล
- ความหนาที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแล้ว ความหนาของผ้าเบรกใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 10-12 มิลลิเมตร และควรเปลี่ยนเมื่อความหนาเหลือน้อยกว่า 3-5 มิลลิเมตร การใช้ผ้าเบรกที่บางเกินไปจะลดประสิทธิภาพในการสร้างแรงเสียดทาน ทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น และอาจสร้างความเสียหายให้กับจานเบรกได้
- สัญญาณเตือนผ้าเบรกหมดอาการ: รถยนต์ส่วนใหญ่มักมีแผ่นเหล็กเล็กๆ ติดอยู่ที่ผ้าเบรกเพื่อเป็นตัวเตือน เมื่อผ้าเบรกสึกจนถึงระดับที่กำหนด แผ่นเหล็กนี้จะสัมผัสกับจานเบรกและทำให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดคล้ายเหล็กเสียดสีกันขณะเหยียบเบรก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว นอกจากนี้ อาการรถสั่นขณะเบรกหรือต้องเหยียบแป้นเบรกลึกกว่าปกติก็อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของผ้าเบรกหมดได้เช่นกัน
3. สภาพจานเบรกและดรัมเบรก (Brake Discs/Drums)
จานเบรก (สำหรับดิสก์เบรก) และดรัมเบรก (สำหรับดรัมเบรก) เป็นชิ้นส่วนที่ทำงานร่วมกับผ้าเบรก สภาพพื้นผิวของชิ้นส่วนเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการเบรก
- การตรวจสอบพื้นผิว: การตรวจสอบจานเบรกสามารถทำได้โดยการมองผ่านช่องของล้อแม็ก พื้นผิวของจานเบรกควรจะเรียบสม่ำเสมอ หากพบว่ามีรอยขีดข่วนเป็นร่องลึก ผิวไม่เรียบเป็นคลื่น หรือมีรอยร้าว แสดงว่าจานเบรกอาจต้องได้รับการเจียรนัยหรือเปลี่ยนใหม่ การที่จานเบรกคดหรือไม่เรียบจะทำให้เกิดอาการพวงมาลัยสั่นหรือแป้นเบรกสู้เท้าขณะชะลอความเร็ว
- การทำความสะอาด: ฝุ่นผงที่เกิดจากการเสียดสีของผ้าเบรกอาจเกาะติดอยู่ที่จานเบรกและคาลิปเปอร์ ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพการระบายความร้อน การทำความสะอาดเบื้องต้นโดยการฉีดน้ำแรงๆ เข้าไปบริเวณจานเบรกและคาลิปเปอร์ขณะล้างรถ สามารถช่วยกำจัดฝุ่นที่สะสมออกไปได้ในระดับหนึ่ง
4. การทำงานของเบรกและระบบเสริมความปลอดภัย (ABS, EBD)
นอกจากการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ แล้ว การทดสอบการทำงานจริงของระบบเบรกก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
- ทดสอบการเบรก: หาพื้นที่ปลอดภัยและลองเหยียบเบรกด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกัน สังเกตว่ารถหยุดได้ตรงทิศทางหรือไม่ มีอาการดึงไปทางซ้ายหรือขวาหรือไม่ แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่มั่นคง ไม่จมลึกหรือแข็งทื่อเกินไป การเบรกควรเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ
- ตรวจสอบไฟเตือน: เมื่อบิดกุญแจสตาร์ทรถ ไฟเตือนต่างๆ บนหน้าปัดจะสว่างขึ้นและดับไป รวมถึงไฟเตือนระบบเบรก (มักเป็นรูปวงกลมมีเครื่องหมายตกใจตรงกลาง) และไฟเตือน ABS หากไฟเหล่านี้ติดค้างอยู่หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว แสดงว่าระบบอาจมีความผิดปกติ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบทันที
- ระบบเสริมความปลอดภัย: ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock Braking System หรือ ABS) ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกตายขณะเบรกกะทันหัน ทำให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมทิศทางรถได้ ส่วนระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake-force Distribution หรือ EBD) จะช่วยปรับสมดุลแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและหลังให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก ซึ่งระบบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่
5. ท่อน้ำมันเบรกและส่วนประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง
ระบบเบรกยังมีส่วนประกอบย่อยอื่นๆ ที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล่านี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- ท่อน้ำมันเบรก (Brake Lines): ตรวจสอบสภาพของท่อทางเดินน้ำมันเบรกทั้งหมด ทั้งที่เป็นท่อโลหะและท่อยาง ว่ามีร่องรอยการรั่วซึม บวม แตก หรือเสียหายหรือไม่ การรั่วซึมของน้ำมันเบรกจะทำให้แรงดันในระบบตกและนำไปสู่ภาวะเบรกไม่อยู่
- คาลิปเปอร์เบรก (Brake Calipers): คาลิปเปอร์หรือก้ามปูเบรก ทำหน้าที่บีบผ้าเบรกให้สัมผัสกับจานเบรก ควรตรวจสอบว่าลูกสูบของคาลิปเปอร์สามารถเคลื่อนที่เข้าออกได้อย่างอิสระ ไม่ติดขัด หากลูกสูบติดขัดอาจทำให้เบรกค้างหรือผ้าเบรกสึกไม่เท่ากัน
- หม้อลมเบรก (Brake Booster): หม้อลมเบรกเป็นอุปกรณ์ผ่อนแรงที่ช่วยให้เราใช้แรงเหยียบแป้นเบรกน้อยลง สามารถทดสอบได้โดยการเหยียบแป้นเบรกค้างไว้แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ หากแป้นเบรกยุบตัวลงเล็กน้อย แสดงว่าหม้อลมเบรกยังทำงานปกติ แต่ถ้าแป้นเบรกแข็งทื่อและต้องออกแรงเหยียบมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าหม้อลมเบรกมีปัญหา
ทำความเข้าใจประเภทของระบบเบรกในรถยนต์
รถยนต์โดยสารทั่วไปในปัจจุบันนิยมใช้ระบบเบรก 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีหลักการทำงานและข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การทำความเข้าใจระบบเบรกในรถของตนเองจะช่วยให้ดูแลรักษาได้อย่างถูกจุด
ดิสก์เบรก (Disc Brakes)
เป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในรถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีภาระในการเบรกสูงกว่า หลักการทำงานคือเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก แรงดันน้ำมันเบรกจะดันลูกสูบในคาลิปเปอร์ให้ไปบีบผ้าเบรกเข้ากับจานเบรกที่หมุนไปพร้อมกับล้อ ทำให้เกิดแรงเสียดทานมหาศาลเพื่อชะลอความเร็วรถ ข้อดีของดิสก์เบรกคือสามารถระบายความร้อนได้ดีมาก ทำให้ประสิทธิภาพการเบรกสม่ำเสมอแม้ใช้งานต่อเนื่อง และบำรุงรักษาง่ายกว่า
ดรัมเบรก (Drum Brakes)
มักพบในล้อหลังของรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถกระบะบางรุ่น ระบบนี้ทำงานโดยใช้กระบอกเบรกดันให้ฝักเบรก (Brake Shoes) ถ่างออกไปเสียดสีกับผิวด้านในของฝาครอบดรัมเบรกที่หมุนไปพร้อมล้อเพื่อสร้างแรงเสียดทาน ข้อดีของดรัมเบรกคือมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและมีกำลังเบรกในตัว (Self-energizing effect) แต่มีข้อเสียคือระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าดิสก์เบรก ทำให้ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเบรกร้อนจัด และมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าในการบำรุงรักษา
| คุณสมบัติ | ดิสก์เบรก (Disc Brakes) | ดรัมเบรก (Drum Brakes) |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | จานเบรก, ผ้าเบรก, คาลิปเปอร์ | ฝาครอบดรัม, ฝักเบรก, กระบอกเบรก |
| ประสิทธิภาพการระบายความร้อน | สูงมาก (สัมผัสอากาศโดยตรง) | ต่ำกว่า (เป็นระบบปิด) |
| การใช้งานเมื่อเปียกน้ำ | น้ำถูกสลัดออกได้เร็ว กลับมาทำงานปกติไว | น้ำขังอยู่ด้านในได้ง่าย ทำให้เบรกลื่น |
| ต้นทุนและการบำรุงรักษา | ต้นทุนสูงกว่า แต่บำรุงรักษาง่ายกว่า | ต้นทุนต่ำกว่า แต่บำรุงรักษายุ่งยากกว่า |
| ตำแหน่งที่นิยมติดตั้ง | ล้อหน้า และล้อหลังในรถยนต์สมรรถนะสูง | ล้อหลังในรถยนต์ขนาดเล็กและรถเพื่อการพาณิชย์ |
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าระบบเบรกกำลังมีปัญหา
ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเมื่อเจ็บป่วย รถยนต์ก็เช่นกัน ระบบเบรกมักจะแสดงอาการผิดปกติบางอย่างออกมาก่อนที่จะเสียหายรุนแรง การเรียนรู้ที่จะสังเกตสัญญาณเหล่านี้จะช่วยให้สามารถนำรถไปแก้ไขได้ทันท่วงที
- เสียงผิดปกติ: เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเบรกเป็นสัญญาณคลาสสิกของผ้าเบรกใกล้หมด แต่หากเป็นเสียงครืดๆ เหมือนเหล็กขูดกัน อาจหมายถึงผ้าเบรกหมดจนเนื้อเหล็กเสียดสีกับจานเบรกแล้ว ซึ่งต้องรีบแก้ไขโดยด่วน
- อาการสั่น: หากรู้สึกว่าพวงมาลัยสั่น หรือแป้นเบรกสั่นสะท้านขึ้นมาถึงเท้าขณะเบรก โดยเฉพาะตอนที่ขับมาด้วยความเร็วสูง อาจเกิดจากจานเบรกคดหรือบิดเบี้ยวเนื่องจากความร้อน
- แป้นเบรกผิดปกติ: แป้นเบรกลึกหรือจมกว่าปกติ (เบรกจม) อาจเกิดจากน้ำมันเบรกรั่วหรือมีฟองอากาศในระบบ ในทางกลับกัน หากแป้นเบรกแข็งทื่อและต้องออกแรงเหยียบมากกว่าปกติ อาจเป็นปัญหาที่หม้อลมเบรก
- รถเสียการทรงตัวขณะเบรก: เมื่อเบรกแล้วรถมีอาการดึงไปทางซ้ายหรือขวา อาจเกิดจากลูกสูบเบรกในคาลิปเปอร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งติดขัด ทำให้แรงเบรกของล้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
- ไฟเตือนบนหน้าปัด: ไฟเตือนระบบเบรก หรือไฟ ABS ติดค้าง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าระบบมีความผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรนำรถเข้าตรวจสอบทันที
การดูแลรักษาระบบเบรกเพื่อยืดอายุการใช้งาน
นอกจากการตรวจสอบก่อนเดินทางไกลแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอก็สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเบรกและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้
- หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน: การวางแผนการขับขี่ มองไปข้างหน้า และคาดการณ์สถานการณ์ จะช่วยให้สามารถชะลอรถได้นุ่มนวลขึ้นโดยใช้ Engine Brake หรือถอนคันเร่งแต่เนิ่นๆ ซึ่งช่วยลดภาระของระบบเบรกและประหยัดผ้าเบรกได้
- ไม่บรรทุกน้ำหนักเกิน: การบรรทุกสัมภาระหรือผู้โดยสารเกินพิกัดของรถ จะทำให้ระบบเบรกต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหยุดรถที่มีมวลมากขึ้น ส่งผลให้ผ้าเบรกและจานเบรกสึกหรอเร็วขึ้น
- เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกตามกำหนด: ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร หรือตามที่คู่มือรถกำหนด เพื่อรักษาสภาพของน้ำมันเบรกให้มีจุดเดือดสูงและปราศจากความชื้น
- นำรถเข้าศูนย์บริการที่เชี่ยวชาญ: การนำรถเข้ารับบริการจากช่างผู้มีความชำนาญและใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะทำให้การตรวจสอบและซ่อมบำรุงเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย
สรุป: เตรียมรถให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง
การ เช็ก 5 จุดระบบเบรกรถยนต์ ก่อนออกทริปปีใหม่ เดินทางอุ่นใจ เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมที่ขาดไม่ได้ ระบบเบรกที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานคือหลักประกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับความปลอดภัยบนท้องถนน การใส่ใจตรวจสอบตั้งแต่ระดับน้ำมันเบรก ความหนาของผ้าเบรก สภาพจานเบรก ไปจนถึงการทำงานของระบบโดยรวม จะช่วยให้สามารถเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล การดูแลรถก่อนเดินทางไกลไม่เพียงแต่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตัวผู้ขับขี่เอง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทางอีกด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในการเตรียมรถยนต์ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง หรือต้องการบริการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้ดูดีเหมือนใหม่ตลอดเวลา ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING ในจังหวัดขอนแก่น มีบริการดูแลรถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขัดสี เคลือบปกป้อง ไปจนถึงการซ่อมสีโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมสำหรับทุกการเดินทาง
HYPERLAB CAR DETAILLING เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 066-156-9878 หรือเดินทางมาที่ร้านเลขที่ 612 ม.3 ถ.โนนม่วง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000