post holiday car maintenance checklist featured

เช็ครถหลังเที่ยวปีใหม่! 7 จุดต้องดู ยืดอายุรถสุดรัก

สารบัญ

หลังจากเพลิดเพลินกับทริปเดินทางไกลในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว สิ่งสำคัญที่เจ้าของรถไม่ควรมองข้ามคือการ เช็ครถหลังเที่ยวปีใหม่! 7 จุดต้องดู ยืดอายุรถสุดรัก เนื่องจากการใช้งานรถยนต์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางไกลๆ อาจทำให้ส่วนประกอบต่างๆ เกิดการสึกหรอหรือทำงานผิดปกติได้ การตรวจสอบสภาพรถเบื้องต้นจึงเป็นขั้นตอนจำเป็นที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของรถ ป้องกันปัญหาร้ายแรงที่อาจตามมา และยืดอายุการใช้งานของรถยนต์คู่ใจให้ยาวนานขึ้น

ประเด็นสำคัญของการดูแลรถหลังเดินทางไกล

  • การตรวจสอบของเหลว: น้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น และน้ำมันเบรก เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องตรวจสอบเป็นอันดับแรก เพื่อให้เครื่องยนต์และระบบเบรกทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ความปลอดภัยของยางและเบรก: การตรวจเช็คลมยาง สภาพยาง และประสิทธิภาพของระบบเบรก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่ครั้งต่อไป
  • ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่: การใช้งานหนักอาจส่งผลต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า ควรตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ารถพร้อมสตาร์ทและใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • การทำความสะอาด: การล้างทำความสะอาดภายนอกและภายใน ไม่เพียงแต่ทำให้รถกลับมาสวยงาม แต่ยังช่วยกำจัดคราบสกปรกที่อาจสร้างความเสียหายในระยะยาว

ทำไมการตรวจสภาพรถหลังทริปปีใหม่จึงจำเป็น

เช็ครถหลังเที่ยวปีใหม่! 7 จุดต้องดู ยืดอายุรถสุดรัก - post-holiday-car-maintenance-checklist

การขับรถเดินทางไกลในช่วงเทศกาลปีใหม่มักหมายถึงการใช้งานรถยนต์อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง สภาพการจราจรที่ติดขัด การขับขี่บนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย หรือการบรรทุกสัมภาระเต็มคัน ล้วนส่งผลกระทบต่อส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์มากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานภายใต้อุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน, ระบบช่วงล่างที่ต้องรับแรงกระแทกจากสภาพถนนที่หลากหลาย, หรือระบบเบรกที่ต้องใช้งานบ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ

ดังนั้น การสละเวลาเพื่อตรวจสอบสภาพรถยนต์หลังกลับจากทริปจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เช่น อาการเครื่องยนต์ร้อนจัด, เบรกทำงานผิดปกติ, หรือยางระเบิด ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ในอนาคตอีกด้วย การตรวจพบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ระดับน้ำมันเครื่องลดลง หรือลมยางอ่อนกว่าปกติ สามารถแก้ไขได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นปัญหาร้ายแรง

เช็ครถหลังเที่ยวปีใหม่! 7 จุดต้องดู ยืดอายุรถสุดรัก (ฉบับละเอียด)

เพื่อให้การดูแลรถยนต์หลังเดินทางไกลเป็นไปอย่างครอบคลุม การตรวจสอบตามรายการหลัก 7 จุดต่อไปนี้ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและปลอดภัยสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป เจ้าของรถสามารถทำการตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

1. ระบบเครื่องยนต์: หัวใจหลักของการขับเคลื่อน

เครื่องยนต์เปรียบเสมือนหัวใจของรถยนต์ การทำงานอย่างหนักต่อเนื่องทำให้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษหลังการเดินทางไกล การตรวจสอบระบบเครื่องยนต์เบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้:

  • ระดับน้ำมันเครื่อง: จอดรถบนพื้นราบ รอให้เครื่องยนต์เย็นลงประมาณ 5-10 นาที จากนั้นดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดให้สะอาด แล้วเสียบกลับเข้าไปจนสุดก่อนจะดึงออกมาดูอีกครั้ง ระดับน้ำมันควรอยู่ระหว่างขีด F (Full) และ L (Low) หากระดับน้ำมันต่ำเกินไป ควรเติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสังเกตสีของน้ำมันเครื่อง หากมีสีดำคล้ำหรือข้นหนืดมาก อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนถ่าย
  • สภาพสายพาน: มองด้วยสายตาเพื่อตรวจสอบสภาพของสายพานหน้าเครื่อง ว่ามีรอยแตกลายงา เปื่อย หรือหย่อนยานหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ควรนำรถให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพราะหากสายพานขาดขณะขับขี่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเครื่องยนต์ได้
  • ฟังเสียงเครื่องยนต์: สตาร์ทเครื่องยนต์และฟังเสียงในขณะที่เครื่องเดินเบา เสียงเครื่องยนต์ที่ปกติควรจะเรียบและสม่ำเสมอ หากได้ยินเสียงผิดปกติ เช่น เสียงดัง “กุกกัก” “แกรกๆ” หรือเสียงหอน อาจเป็นสัญญาณของปัญหาภายในที่ต้องได้รับการตรวจสอบ
  • ไฟเตือนบนหน้าปัด: สังเกตไฟเตือนต่างๆ บนแผงหน้าปัดหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ ไฟเตือนควรดับไปทั้งหมด หากมีสัญลักษณ์ใดติดค้างอยู่ เช่น ไฟรูปเครื่องยนต์ (Check Engine) หรือไฟเตือนระบบเบรก แสดงว่าอาจมีปัญหาเกิดขึ้นกับระบบนั้นๆ

2. ระบบเบรกและช่วงล่าง: ความปลอดภัยที่มองข้ามไม่ได้

ระบบเบรกและช่วงล่างทำงานหนักตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะบนเส้นทางลาดชันหรือคดเคี้ยว การตรวจสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  • การทดสอบเบรก: ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในพื้นที่ปลอดภัย ลองเหยียบเบรก สังเกตอาการตอบสนอง แป้นเบรกไม่ควรจมลึกเกินไป และรถควรหยุดได้อย่างนิ่มนวลโดยไม่เสียการทรงตัว หากมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด, รู้สึกว่าเบรกสั่น, หรือรถปัดไปด้านใดด้านหนึ่งขณะเบรก อาจเป็นสัญญาณของผ้าเบรกใกล้หมดหรือจานเบรกมีปัญหา
  • ระดับน้ำมันเบรก: เปิดฝากระโปรงรถและมองหากระปุกน้ำมันเบรก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นพลาสติกสีขาวขุ่น ระดับน้ำมันเบรกควรอยู่ระหว่างขีด MAX และ MIN หากระดับน้ำมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาจหมายถึงการรั่วซึมในระบบ ซึ่งต้องรีบนำรถไปตรวจสอบทันที
  • การตรวจสอบช่วงล่าง: ลองขับรถผ่านลูกระนาดหรือถนนที่ไม่เรียบ แล้วฟังเสียงที่เกิดขึ้น หากมีเสียงดัง “กุกกัก” หรือ “ตึงตัง” จากใต้ท้องรถ อาจบ่งชี้ถึงปัญหาของโช้กอัพ ลูกหมาก หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ในระบบช่วงล่าง นอกจากนี้ ขณะขับขี่ทางตรง ลองปล่อยพวงมาลัยชั่วครู่ หากรถมีอาการดึงไปทางซ้ายหรือขวา อาจจำเป็นต้องตั้งศูนย์ล้อใหม่

3. ยางรถยนต์: จุดสัมผัสเดียวกับพื้นถนน

ยางเป็นชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง และต้องรับภาระหนักตลอดการเดินทาง การตรวจสอบสภาพยางจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถละเลยได้

  • ความดันลมยาง: ควรเช็คลมยางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ (ยังไม่ได้วิ่งไกล) โดยใช้เกจวัดลมยางที่มีคุณภาพ ค่าความดันลมยางที่เหมาะสมสามารถดูได้จากสติกเกอร์ที่ติดอยู่บริเวณขอบประตูฝั่งคนขับ การเติมลมยางให้ได้มาตรฐานจะช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ ประหยัดน้ำมัน และยืดอายุการใช้งานของยาง
  • สภาพภายนอกของยาง: เดินสำรวจรอบยางทั้งสี่เส้นอย่างละเอียด มองหาร่องรอยความเสียหาย เช่น รอยบาด, รอยแตก, อาการบวมปูดบริเวณแก้มยาง หรือมีวัตถุแปลกปลอมฝังอยู่ในเนื้อยาง หากพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรนำรถไปให้ร้านยางตรวจสอบเพื่อประเมินความปลอดภัย
  • ความลึกของดอกยาง: ดอกยางมีหน้าที่สำคัญในการรีดน้ำและยึดเกาะถนน ความลึกของดอกยางไม่ควรต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้โดยดูจากสะพานยาง (Tire Wear Indicator) ซึ่งเป็นสันนูนเล็กๆ ในร่องดอกยาง หากผิวหน้ายางสึกเรียบเสมอกับสะพานยางแล้ว แสดงว่าถึงเวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่

4. ระบบหล่อเย็น: เกราะป้องกันเครื่องยนต์ร้อนจัด

การขับรถทางไกลทำให้เครื่องยนต์เกิดความร้อนสะสมสูง ระบบหล่อเย็นจึงต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่ การตรวจสอบระบบหล่อเย็นเป็นประจำจะช่วยป้องกันอาการเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีทได้

  • ระดับน้ำหล่อเย็น: ตรวจสอบระดับน้ำยาหล่อเย็นในหม้อพักน้ำ (ควรทำขณะเครื่องยนต์เย็น) ระดับน้ำควรอยู่ระหว่างขีด MAX และ MIN หากต่ำกว่ากำหนดให้เติมด้วยน้ำยาหล่อเย็นชนิดและสีเดียวกันกับของเดิม
  • สภาพท่อยางและหม้อน้ำ: สำรวจท่อยางต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับหม้อน้ำว่ามีรอยแตกร้าว บวม หรือมีคราบน้ำยาหล่อเย็นรั่วซึมหรือไม่ รวมถึงสังเกตบริเวณหม้อน้ำว่ามีร่องรอยการรั่วซึมหรือไม่
  • การทำงานของพัดลมหม้อน้ำ: หลังจากขับขี่จนเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงาน ลองจอดรถและสังเกตการทำงานของพัดลมระบายความร้อนที่อยู่ด้านหลังหม้อน้ำ พัดลมควรจะหมุนทำงานเพื่อช่วยระบายความร้อน หากพัดลมไม่ทำงานอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดได้

ข้อควรระวัง: ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนจัดโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันไอน้ำที่พุ่งออกมาอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้

5. ระบบเกียร์และคลัตช์: การส่งกำลังที่ราบรื่น

ระบบส่งกำลังก็เป็นอีกส่วนที่ทำงานหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในการขับขี่ที่ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยๆ หรือขับขึ้น-ลงทางลาดชัน

  • การทำงานของเกียร์อัตโนมัติ: จอดรถบนพื้นราบ สตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบเบรกค้างไว้ แล้วลองเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่ง P ไปยัง R, N, D และตำแหน่งอื่นๆ ช้าๆ สังเกตว่าการเปลี่ยนเกียร์มีความกระตุกรุนแรงผิดปกติ หรือมีเสียงดังเกิดขึ้นหรือไม่
  • การตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์: รถยนต์บางรุ่นสามารถตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ได้ด้วยตนเองผ่านก้านวัด (คล้ายก้านวัดน้ำมันเครื่อง) โดยส่วนใหญ่มักจะต้องทำขณะติดเครื่องยนต์และเข้าเกียร์ว่าง (N หรือ P) ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือประจำรถอย่างเคร่งครัด หากพบว่าระดับน้ำมันเกียร์ต่ำหรือมีสีคล้ำผิดปกติ ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ

6. ไส้กรองอากาศ: ให้เครื่องยนต์หายใจสะดวก

ไส้กรองอากาศทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ การเดินทางไกลผ่านเส้นทางที่มีฝุ่นเยอะอาจทำให้ไส้กรองอุดตันเร็วกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น

  • การตรวจสอบ: เปิดกล่องหม้อกรองอากาศและนำไส้กรองออกมาตรวจสอบ หากพบว่ามีฝุ่นจับหนาหรือมีสีดำคล้ำ ควรทำความสะอาดโดยการเป่าลมจากด้านในออกมาด้านนอก หากสกปรกมากหรือถึงระยะที่ควรเปลี่ยน ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันที

7. ระบบปรับอากาศและแบตเตอรี่: ความสะดวกสบายและขุมพลังงาน

ระบบปรับอากาศที่ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานและแบตเตอรี่ที่ต้องจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดการเดินทาง ก็เป็นอีกสองส่วนที่ควรได้รับการตรวจสอบ

  • ระบบปรับอากาศ (แอร์): เปิดแอร์และสังเกตว่าความเย็นยังคงปกติหรือไม่ หากแอร์ไม่เย็นหรือมีเสียงดังผิดปกติจากคอมเพรสเซอร์แอร์ อาจเป็นสัญญาณว่าน้ำยาแอร์ขาดหรือมีปัญหากับระบบ
  • แบตเตอรี่: ตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่ว่ายังแน่นดีและไม่มีคราบขี้เกลือเกาะอยู่ หากมีคราบ สามารถทำความสะอาดได้โดยใช้น้ำอุ่นราดและแปรงขัดเบาๆ สังเกตอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยทั่วไปจะมีอายุประมาณ 1.5-2 ปี หากรถเริ่มมีอาการสตาร์ทติดยาก อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่
สรุป 7 จุดตรวจเช็ครถยนต์หลังเดินทางไกลช่วงปีใหม่
จุดที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องดู ความสำคัญ
1. ระบบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่อง, เสียงเครื่องยนต์, สายพาน, ไฟเตือน ป้องกันความเสียหายร้ายแรงต่อเครื่องยนต์
2. ระบบเบรกและช่วงล่าง ประสิทธิภาพเบรก, ระดับน้ำมันเบรก, เสียงผิดปกติ ความปลอดภัยสูงสุดในการขับขี่
3. ยางรถยนต์ ลมยาง, สภาพภายนอก, ความลึกดอกยาง ป้องกันยางระเบิดและเพิ่มการยึดเกาะถนน
4. ระบบหล่อเย็น ระดับน้ำหล่อเย็น, สภาพท่อยาง, พัดลมหม้อน้ำ ป้องกันเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท
5. ระบบเกียร์ การเปลี่ยนเกียร์, ระดับน้ำมันเกียร์ (ถ้ามี) รักษาประสิทธิภาพการส่งกำลังและยืดอายุเกียร์
6. ไส้กรองอากาศ ความสะอาด, การอุดตัน ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มที่และประหยัดน้ำมัน
7. แอร์และแบตเตอรี่ ความเย็นของแอร์, สภาพขั้วแบตเตอรี่, การสตาร์ท ความสะดวกสบายและความพร้อมในการใช้งาน

เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อการดูแลรถอย่างสมบูรณ์

นอกเหนือจาก 7 จุดหลักที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ควรใส่ใจตรวจสอบเพื่อการดูแลรถยนต์ที่ครอบคลุมและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

การตรวจสอบรอบคันเบื้องต้น

หลังจากทำความสะอาดรถเรียบร้อยแล้ว ควรเดินสำรวจรอบตัวรถอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อมองหาร่องรอยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เช่น รอยขีดข่วน, รอยหินกระเด็นใส่, หรือรอยบุบเล็กๆ น้อยๆ การพบเจอและซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันปัญหาสนิมที่อาจลุกลามในอนาคต นอกจากนี้ ควรก้มมองใต้ท้องรถเพื่อดูว่ามีร่องรอยของเหลวรั่วซึมหรือไม่ หากพบหยดน้ำมันหรือของเหลวสีผิดปกติ ควรนำรถไปตรวจสอบหาสาเหตุทันที

ระบบไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ

ระบบไฟฟ้าเป็นอีกส่วนที่สำคัญต่อความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศไม่ดี ควรตรวจสอบการทำงานของไฟส่องสว่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า (ไฟต่ำ-ไฟสูง), ไฟเลี้ยว, ไฟเบรก, ไฟถอยหลัง และไฟฉุกเฉิน รวมถึงตรวจสอบการทำงานของที่ปัดน้ำฝนและระดับน้ำในกระปุกฉีดน้ำล้างกระจกให้พร้อมใช้งานเสมอ และอย่าลืมทดสอบเสียงแตรว่ายังดังเป็นปกติหรือไม่

การเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน

แม้จะตรวจสอบรถอย่างดีแล้ว แต่เหตุไม่คาดฝันก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้จึงเป็นเรื่องที่ชาญฉลาด อุปกรณ์ที่ควรมีได้แก่ ปั๊มลมไฟฟ้าขนาดพกพา, ชุดปะยางฉุกเฉิน (สเปรย์อุดรอยรั่ว), สายพ่วงแบตเตอรี่, และไฟฉาย นอกจากนี้ ควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินที่สำคัญไว้ เช่น เบอร์ของบริษัทประกันภัย, บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance), และตำรวจทางหลวง (1193)

สรุป: ดูแลรถวันนี้ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยในวันหน้า

การ เช็ครถหลังเที่ยวปีใหม่! 7 จุดต้องดู ยืดอายุรถสุดรัก เป็นกระบวนการที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามสำหรับเจ้าของรถทุกคน การสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบและบำรุงรักษารถยนต์คู่ใจ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมทางอีกด้วย หากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติ หรือไม่มั่นใจในจุดใด ควรนำรถเข้าพบช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดทันที

สำหรับการดูแลรักษาสภาพภายนอกและภายในของรถยนต์ให้สวยงามเหมือนใหม่หลังผ่านการใช้งานอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการล้างทำความสะอาดคราบสกปรกฝังแน่น การขัดลบรอยขีดข่วน หรือการเคลือบสีเพื่อปกป้องตัวถัง สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ได้

ที่ HYPERLAB CAR DETAILLING จังหวัดขอนแก่น มีบริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่การล้าง ขัด เคลือบสี ไปจนถึงการซ่อมสีรถยนต์โดยทีมงานมืออาชีพ พร้อมคืนความสดใสให้รถยนต์ของคุณ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น.

ที่อยู่: 612 ม 3 ถ.โนนม่วง ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เบอร์ติดต่อ: 066-156-9878
สำหรับ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม และนัดหมายเข้ารับบริการ

Similar Posts