Zeekr บุกไทย! ตั้งโรงงาน ท้าชน Tesla-BYD ราคาเริ่ม 1.xx ลบ.
- ประเด็นสำคัญของการเข้ามาของ Zeekr
- Zeekr คือใคร? ทำความรู้จักแบรนด์ EV พรีเมียมจากเครือ Geely
- กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดไทย: การจับมือกับ PTT เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
- รุ่นรถและราคาที่คาดการณ์: Zeekr จะเข้ามาท้าชิงในเซกเมนต์ไหน?
- แผนการตั้งโรงงานในไทย: ก้าวสำคัญตามนโยบายรัฐบาล
- เทคโนโลยีและจุดแข็งในการท้าชน Tesla และ BYD
- บทสรุป: อนาคตของ Zeekr ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าไทย
- การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณ
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังจะทวีความดุเดือดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่า Zeekr บุกไทย! ตั้งโรงงาน ท้าชน Tesla-BYD ราคาเริ่ม 1.xx ลบ. อย่างเป็นทางการ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่ยังส่งสัญญาณถึงการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ซึ่ง Zeekr แบรนด์ในเครือ Geely ตั้งเป้าที่จะเข้ามาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้
ประเด็นสำคัญของการเข้ามาของ Zeekr
- การร่วมมือกับ PTT: Zeekr เข้าสู่ตลาดไทยผ่านบริษัทร่วมทุนกับ Arun Plus ในเครือ PTT ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านเครือข่ายและบริการหลังการขาย
- ราคาที่แข่งขันได้: คาดการณ์ราคาเริ่มต้นในไทยที่ประมาณ 1.xx ล้านบาท สำหรับโมเดลเริ่มต้น เพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Tesla Model 3/Y และ BYD Seal
- แผนการตั้งโรงงาน: มีแนวโน้มสูงที่ Zeekr จะตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทยภายในปี 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการสนับสนุน EV ของรัฐบาล และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค
- ตำแหน่งทางการตลาด: Zeekr วางตัวเป็นแบรนด์ EV พรีเมียมที่เน้นเทคโนโลยี ดีไซน์หรูหรา และสมรรถนะ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก Tesla และ BYD
- เทคโนโลยีชาร์จเร็ว: มาพร้อมแพลตฟอร์ม 800V ที่รองรับการชาร์จความเร็วสูง ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญในการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น
การประกาศเข้าสู่ตลาดไทยของ Zeekr สะท้อนให้เห็นถึงความน่าสนใจของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ดึงดูดผู้ผลิตจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่มองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน การมาถึงของแบรนด์ใหม่นี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าตลาดเดิม
Zeekr คือใคร? ทำความรู้จักแบรนด์ EV พรีเมียมจากเครือ Geely
Zeekr (ซีคเกอร์) คือแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดยอยู่ภายใต้การบริหารของ Geely Holding Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน และเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์รถยนต์ชื่อดังมากมาย เช่น Volvo, Polestar, Lotus และ Lynk & Co. การถือกำเนิดของ Zeekr มีเป้าหมายเพื่อเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเซกเมนต์หรูหราโดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย การออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า
หัวใจสำคัญของ Zeekr คือการใช้สถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแบบเปิดที่เรียกว่า Sustainable Experience Architecture (SEA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ Geely พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นในเครือ แพลตฟอร์ม SEA นี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนขนาดและรูปแบบของรถยนต์ได้หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กไปจนถึงรถตู้ขนาดใหญ่ และยังรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบขับขี่อัตโนมัติ และสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ที่ช่วยให้ชาร์จไฟได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดไทย: การจับมือกับ PTT เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
การที่แบรนด์รถยนต์ใหม่จะเข้ามาสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศนั้น การมีพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง Zeekr เลือกใช้กลยุทธ์นี้ในการบุกตลาดไทย โดยไม่ได้เข้ามาในรูปแบบของการขายตรงจากบริษัทแม่ แต่เลือกที่จะจับมือกับกลุ่ม ปตท. (PTT) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการอนุมัติให้บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท. จัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ “ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด (Ze Mobility Plus Ltd.)” ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายของรถยนต์ไฟฟ้า Zeekr ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
การเลือก ปตท. เป็นพันธมิตร ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เนื่องจากเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ ปตท. ทั้งสถานีบริการน้ำมัน, สถานีชาร์จ EV Station PluZ และแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ จะช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคในเรื่องบริการหลังการขายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
แผนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจพลังงานอนาคต (Future Energy Business Plan) ของ ปตท. ที่ต้องการขยายบทบาทในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอย่างครบวงจร ซึ่งนอกจาก Zeekr แล้ว ยังมีแผนที่จะนำแบรนด์ Xpeng เข้ามาทำตลาดผ่านเครือข่ายของ ปตท. อีกด้วย
รุ่นรถและราคาที่คาดการณ์: Zeekr จะเข้ามาท้าชิงในเซกเมนต์ไหน?
แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากหลายแหล่งข่าวทั้งในและต่างประเทศได้ให้ภาพที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับโมเดลและกลยุทธ์ด้านราคาที่ Zeekr จะนำมาใช้ในตลาดประเทศไทย
โมเดลที่คาดว่าจะเปิดตัวในไทย
ในช่วงแรกของการทำตลาด มีการคาดการณ์ว่า Zeekr จะส่งรถยนต์ 2 รุ่นหลักเข้ามาทำตลาดในช่วงปลายปี 2567 นี้ ได้แก่:
- Zeekr X: รถยนต์คอมแพ็กต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า (Compact Crossover EV) ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวและทันสมัย มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมือง Zeekr X จะเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่งในตลาดอย่าง Tesla Model Y, BYD Atto 3 และ MG4 Electric
- Zeekr 009: รถตู้ MPV ไฟฟ้าสุดหรู 6 ที่นั่ง ที่เน้นความสะดวกสบายและเทคโนโลยีระดับพรีเมียม เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่หรือผู้บริหารที่ต้องการความหรูหราและความเป็นส่วนตัว ถือเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ที่ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดโชว์รูมแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร และขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายไปยังหัวเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ภายในสิ้นปี 2567 เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
การวางตำแหน่งราคาและการแข่งขัน
จุดยืนของ Zeekr คือการเป็นแบรนด์ EV ระดับพรีเมียม ดังนั้น การตั้งราคาจึงมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าแบรนด์จีนที่เน้นตลาดมวลชน (Mass Market) อย่าง BYD หรือ NETA เล็กน้อย แต่จะใช้สเปกทางเทคนิค วัสดุภายใน และงานออกแบบที่เหนือกว่าเป็นจุดขายสำคัญ จากการวิเคราะห์โครงสร้างราคาในประเทศจีนและกลยุทธ์การบุกตลาดอาเซียน ประกอบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทำให้สื่อยานยนต์หลายสำนักคาดการณ์ว่า ราคาเริ่มต้นของ Zeekr ในไทยจะอยู่ในช่วง 1.xx ล้านบาท
ช่วงราคานี้จะทำให้ Zeekr เข้าไปท้าชนกับเจ้าตลาดอย่าง Tesla Model 3 และ Model Y รุ่นเริ่มต้น รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นท็อปจากค่ายจีนอย่าง BYD Seal ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดยอาศัยจุดเด่นด้านความหรูหราและเทคโนโลยีที่แตกต่างเป็นตัวสร้างความได้เปรียบ
แผนการตั้งโรงงานในไทย: ก้าวสำคัญตามนโยบายรัฐบาล
ข่าวลือเรื่องการตั้งโรงงานผลิตของ Zeekr ในประเทศไทยมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5”
ทำไม Zeekr ต้องตั้งโรงงานในไทย?
นโยบายของรัฐบาลไทยกำหนดเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุน คือจะต้องมีการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า โดยมีเงื่อนไขว่า ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ผู้ผลิตจะต้องผลิตรถยนต์ในประเทศในอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 2 คัน) และจะเพิ่มเป็น 1:3 ในปี 2570
เงื่อนไขดังกล่าวเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ค่ายรถยนต์จากจีนเกือบทุกแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในไทยต้องวางแผนการลงทุนตั้งโรงงานหรือสายการผลิตในประเทศ เพื่อให้สามารถทำราคาแข่งขันในระยะยาวและปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลได้
แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับที่ตั้งและงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานของ Zeekr แต่จากกลยุทธ์ของ Geely ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับแบรนด์อื่นในเครือ และเงื่อนไขของภาครัฐ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ Zeekr จะต้องประกาศแผนการลงทุนด้านการผลิตในไทยภายในช่วงปี 2568–2569 เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเวลาของนโยบาย EV 3.5
ไทยในฐานะฮับการผลิต EV ของอาเซียน
ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่เป็นฐานยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับ Zeekr และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายอื่นๆ ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า จีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่
Zeekr มีแผนที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ การตั้งโรงงานในไทยจึงไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและโลจิสติกส์สำหรับการส่งออกในอนาคต
เทคโนโลยีและจุดแข็งในการท้าชน Tesla และ BYD
เพื่อที่จะแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นแข็งแกร่งอย่าง Tesla และ BYD ได้นั้น Zeekr จำเป็นต้องมีจุดขายที่แตกต่างและโดดเด่น ซึ่งเทคโนโลยีและตำแหน่งของแบรนด์คือคำตอบ
แพลตฟอร์ม 800V และระบบชาร์จความเร็วสูง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดของ Zeekr คือการใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์สามารถรับกระแสไฟได้สูงขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ลดลงอย่างมาก Zeekr ได้ประกาศว่าเทคโนโลยีของพวกเขาสามารถชาร์จไฟเพียง 5 นาที เพื่อให้รถวิ่งบนทางด่วนได้นานเกือบ 2 ชั่วโมง
นอกจากนี้ Zeekr ยังมีแผนที่จะสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จเร็ว 800V ของตัวเอง โดยตั้งเป้าไว้ 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2568 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย การร่วมมือกับ ปตท. ซึ่งมีเครือข่าย EV Station PluZ อยู่แล้ว จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับเครือข่าย Supercharger ของ Tesla ได้
การเปรียบเทียบตำแหน่งทางการตลาด: Zeekr vs. Tesla vs. BYD
Zeekr วางตำแหน่งตัวเองอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของ Tesla และความคุ้มค่าของ BYD โดยเน้นไปที่ความหรูหราและประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม
| แบรนด์ | จุดเด่น / ตำแหน่งทางการตลาด | กลุ่มเป้าหมาย |
|---|---|---|
| Zeekr | Luxury EV, วัสดุพรีเมียม, ดีไซน์หรู, เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 800V, สมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล | ผู้ที่มองหาความพรีเมียมที่แตกต่างจาก Tesla แต่ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำกว่ารถ EV ทั่วไป |
| Tesla | ผู้นำด้านซอฟต์แวร์, ระบบ Autopilot, การอัปเดต OTA, ภาพลักษณ์แบรนด์เทคโนโลยี, เครือข่าย Supercharger | กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี, ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ทันสมัยและเรียบง่าย |
| BYD | ความคุ้มค่า, ฟังก์ชันครบครัน, เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade Battery, มีรุ่นรถหลากหลายราคา | กลุ่มผู้บริโภควงกว้างที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถ EV ในราคาที่เข้าถึงง่ายและมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน |
บทสรุป: อนาคตของ Zeekr ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าไทย
การมาถึงของ Zeekr ในประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ด้วยการวางตำแหน่งเป็นแบรนด์พรีเมียม, การจับมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง ปตท., แผนการตั้งโรงงานในประเทศ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ทำให้ Zeekr มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง
ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านราคา ดีไซน์ และเทคโนโลยี คงต้องติดตามกันต่อไปว่า Zeekr จะสามารถสร้างความสำเร็จและท้าชิงส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าตลาดเดิมอย่าง Tesla และ BYD ได้มากน้อยเพียงใดในสมรภูมิ EV ที่ดุเดือดของประเทศไทย
การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณ
ไม่ว่าจะเป็น Zeekr, Tesla, BYD หรือรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมคันใหม่ การดูแลรักษาสีและสภาพภายนอกของรถให้สวยงามเหมือนวันแรกที่ออกจากโชว์รูมคือสิ่งสำคัญ การลงทุนกับบริการดูแลรักษารถยนต์ระดับมืออาชีพจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า เพื่อปกป้องการลงทุนและคงความสวยงามของรถยนต์คันโปรดไว้ให้นานที่สุด
สำหรับผู้ที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง HYPERLAB CAR DETAILLING คือศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานสูงสุด ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด, ขัดฟื้นฟูสภาพสี, เคลือบแก้ว/เซรามิก ไปจนถึงงานซ่อมสีเฉพาะจุด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณเงางามและได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด
HYPERLAB CAR DETAILLING
บริการ: ล้าง ขัด เคลือบ ซ่อมสี รถยนต์ครบวงจร
ที่อยู่: 612 หมู่ 3 ถนนโนนม่วง ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09:00–18:00 น.
เบอร์ติดต่อ: 066-156-9878
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับบริการ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทาง LINE Official ได้ทันที